Showing posts with label หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ. Show all posts
Showing posts with label หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ. Show all posts

14.5.19

ถ้าผู้ใดถึงความวิบัติลง แล้วก็ ไม่สามารถจะช่วยเหลือได้ แก้ไขได้ ก็นึกถึงกรรม นึกถึงเวร ของคนผู้นั้น ก็ มันก็เรื่องกรรมเรื่องเวรนี่ มันเป็นธรรมดา เมื่อผู้ใดทำกรรมอันใด มันก็ต้องได้เสวยผลแห่งกรรมอันนั้น ช่วยไม่ได้ พอดำริ เห็นอย่างนี้ รู้อย่างนี้ มันก็วางอุเบกขาลง ทำจิตให้วางเฉยลง ไม่ต้องไปเสียใจดีใจกับความวิบัติของผู้อื่น แม้แต่ความวิบัติของตัวเองก็เหมือนกันอย่างนั้นแหละ

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..ถ้าผู้ใดถึงความวิบัติลง  แล้วก็ ไม่สามารถจะช่วยเหลือได้ แก้ไขได้ ก็นึกถึงกรรม นึกถึงเวร ของคนผู้นั้น ก็ มันก็เรื่องกรรมเรื่องเวรนี่ มันเป็นธรรมดา

เมื่อผู้ใดทำกรรมอันใด มันก็ต้องได้เสวยผลแห่งกรรมอันนั้น ช่วยไม่ได้ พอดำริ เห็นอย่างนี้ รู้อย่างนี้ มันก็วางอุเบกขาลง ทำจิตให้วางเฉยลง ไม่ต้องไปเสียใจดีใจกับความวิบัติของผู้อื่น

แม้แต่ความวิบัติของตัวเองก็เหมือนกันอย่างนั้นแหละ เพราะตนของตนก็มีกรรมเป็นของของตน เหมือนกัน เวลากรรมชั่วมันให้ผล มันก็ต้องวิบัติลง แล้วก็แก้ไขไม่ได้

เราก็ต้องเรียนรู้เรื่องประเภทของกรรมเหล่านี้เสมอไป รู้ด้วยปัญญาจริง ๆ เมื่อมันรู้ด้วยปัญญาแล้ว มันก็ไม่สงสัยแล้ว..

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนาหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - การภาวนาฝึกใจให้สงบ
https://youtu.be/8_vsTFmgI-U?t=836 (13:56 - 15:16)

..ก็มีแต่ตัวเองเท่านั้นช่วย ประคองจิตใจตัวเองให้ตั้งมั่นอยู่ ไม่ฟุ้งซ่านเลื่อนลอย ไปเกาะไปข้องอยู่ ในที่ต่าง ๆ ในโลกนี้ ไม่เศร้าโศกไม่เสียใจ ปล่อยวางความอาลัย ความเกี่ยวข้องทั้งหมดลงไป นี่เรียกว่าเราต้องฝึกตายไว้ตั้งแต่ก่อนตาย..

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..เราจะพึ่งคนอื่นไม่ได้ เรื่องมันน่ะ ตายเราก็ตายคนเดียว นั่น ไม่มีใครมาช่วยตายด้วยเลย ต้องคิดถึงตัวเองอย่างนี้ เมื่อเวลาความตายมาถึงเข้า ใครก็ช่วยไม่ได้

ญาติพี่น้องนั่งห้อมล้อมอยู่เต็ม ก็ช่วยไม่ได้เลย ก็มีแต่ตัวเองเท่านั้นช่วย ประคองจิตใจตัวเองให้ตั้งมั่นอยู่ ไม่ฟุ้งซ่านเลื่อนลอย ไปเกาะไปข้องอยู่ ในที่ต่าง ๆ ในโลกนี้

ไม่เศร้าโศกไม่เสียใจ ปล่อยวางความอาลัย ความเกี่ยวข้องทั้งหมดลงไป นี่เรียกว่าเราต้องฝึกตายไว้ตั้งแต่ก่อนตาย..

บางส่วนจาก ฝึกตายก่อนตาย เสียงธรรม หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
https://www.youtube.com/watch?v=vGQ66jYYmjs (0:00 - 0:57)

28.4.19

ถ้าทำดีอะไรไปแล้ว ไม่มีใครยกย่องสรรเสริญ แล้วหมดกำลังใจลง อย่างนี้ในทางธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนเลย ทรงสอนให้เราพอใจในการกระทำ ทรงสอนให้เคารพต่อการกระทำ ความดีในกายในวาจาด้วยใจของตนเอง ทำอย่างไรความประพฤติทางกายวาจาใจนี้จะตรง ต่อศีลต่อธรรมต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..อย่าไปถือเอา ตามสมมตินิยมของโลก ว่าเมื่อทำดีลงไปแล้ว ต้องให้คนมายกย่องสรรเสริญ จึงค่อยถือว่าตนทำดี จึงว่าถือว่าตนได้ดี จึงมีกำลังใจทำความดีต่อไป

ถ้าทำดีอะไรไปแล้ว ไม่มีใครยกย่องสรรเสริญ แล้วหมดกำลังใจลง อย่างนี้ในทางธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงสอนเลย

ทรงสอนให้เราพอใจในการกระทำ ทรงสอนให้เคารพต่อการกระทำ ความดีในกายในวาจาด้วยใจของตนเอง

ทำอย่างไรความประพฤติทางกายวาจาใจนี้จะตรง ต่อศีลต่อธรรมต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็เราพยายามทำลงไป

เมื่อเราทำดีลงไปแล้ว ใครจะติฉินนินทาก็ไม่ต้องเสียใจ เมื่อดูความประพฤติของตนว่าไม่ผิดพลาดแล้ว ไม่ต้องไปเสียใจไม่ต้องไปโกรธไปเกลียดใคร..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - อริยสัจ4 ธรรมทำให้ใกล้พระนิพพาน
https://youtu.be/5eMGXVw2cWc?t=20m3s (20:03 - 21:14)

3.10.18

แต่แล้วโลกอันนี้น่ะ มันหากเป็นอยู่อย่างนี้ เมื่อมันเกิด มีคนมีสัตว์ขึ้นมาแล้ว มันก็มีสมมุติ มีบัญญัติขึ้นมาพร้อม เพื่อการสังคม ติดต่อ ทำมาหาเลี้ยงชีพร่วมกัน ถ้าหากว่าไม่มีสมมุติบัญญัติขึ้นมาอย่างนั้น มันก็ไม่รู้ว่าจะติดต่อกันอย่างไรได้ อันนี้มันก็เป็นกฎธรรมดาของโลกตั้งแต่ไหนแต่ไรมา สำหรับผู้ที่ยังท่องเที่ยวเกิดแก่เจ็บตายอยู่ในโลกนี้น่ะ

BY Somchatchai IN No comments


หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พิจารณาให้เห็นว่า เป็นแต่สัก แต่ว่าสังขาร เท่านั้นเองแหละ ถ้าโดยปรมัตถธรรมแล้วนะ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตนเราเขาอะไรเลย เป็นแต่ว่าสังขาร คือสภาพที่ถูกปรุงแต่งให้เกิดขึ้นเป็นขึ้นเท่านั้นแหละ

แต่แล้วโลกอันนี้น่ะ มันหากเป็นอยู่อย่างนี้ เมื่อมันเกิด มีคนมีสัตว์ขึ้นมาแล้ว มันก็มีสมมุติ มีบัญญัติขึ้นมาพร้อม เพื่อการสังคม ติดต่อ ทำมาหาเลี้ยงชีพร่วมกัน

ถ้าหากว่าไม่มีสมมุติบัญญัติขึ้นมาอย่างนั้น มันก็ไม่รู้ว่าจะติดต่อกันอย่างไรได้ อันนี้มันก็เป็นกฎธรรมดาของโลกตั้งแต่ไหนแต่ไรมา สำหรับผู้ที่ยังท่องเที่ยวเกิดแก่เจ็บตายอยู่ในโลกนี้น่ะ

แต่ข้อสำคัญอยู่ที่ว่า

ผู้นั้นน่ะจะติดอยู่ในสมมุตินั้นหรือไม่ติด เนี่ยมันสำคัญอยู่ตรงนี้เองนะ ถ้าผู้ที่ได้ฝึกฝนอบรมจิต มีปัญญาเกิดขึ้นดังกล่าวมาแล้วนั้น มันก็ไม่ติดอยู่ในสมมุติบัญญัติเหล่านั้น ก็พิจารณาเห็นว่า มันเป็นเพียงแค่สมมุติเอาเท่านั้นเอง

สมมุติเอาธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม ซึ่งบุญบาปตกแต่งให้เกิดขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้วก็ว่าสัตว์ ว่าคน ว่าหญิง ว่าชาย ว่าอะไรต่ออะไรไปตามสมมุติที่ตั้งกันขึ้นมา

นี่ ผู้ภาวนาผู้ปฏิบัติธรรม อบรมปัญญาให้เกิดแล้วมันก็ต้องพิจารณา รู้ แจ้งตามเป็นจริง ในรูปเป็นต้นดังกล่าวมานั่นแหละ ตลอดถึงมารู้ ขันธ์ทั้ง 5 ที่ตนอาศัยอยู่นี่ ก็ให้เห็นสภาพเหมือนกัน ภายใน เป็นอย่างไร ภายนอกก็เป็นอย่างนั้นแหละ ภายนอกเค้าสมมุติกันอย่างไร ภายในก็สมมุติกันอย่างนั้น แต่เมื่อเรารู้แจ้งว่าเพียงแค่สมมุติบัญญัติ

เราก็ไม่ไปขวางโลก เขาว่าไปยังงัย เราก็ว่าตามไป แต่เราไม่หลง ข้อสำคัญมันอยู่ตรงนี้เองนะ

แต่เราไม่หลง ให้พากันคิด เข้าใจให้ดี อันในเมื่อยังมีตาหูจมูกลิ้นกาย อวัยวะ มือเท้าอันนี้อยู่ ตราบใดแล้วจะไม่ให้ สัมผัสถูกต้องกับรูปเสียงกลิ่นรส เครื่องสัมผัสต่างๆพวกนี้ เป็นไปไม่ได้ มันต้องมีอยู่อย่างนี้ ประจำวัน ประจำเวลา แต่ผู้มีสติปัญญา จะไม่หลงเท่านั้นเองแหละ

วางตัวเป็นกลาง ต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆเหล่านี้ ทั้งฝ่ายดี ทั้งฝ่ายชั่ว ทั้งฝ่ายที่ไม่ดี ไม่ชั่ว อะไรก็ ก็ให้กำหนดรู้ตามสภาพ ตามความเป็นจริง เรื่อยไป แต่เราก็อาศัยสิ่งเหล่านี้ล่ะ เป็นอยู่น่ะ ทั้งเป็นนักบวชก็ตาม ผู้ครองเรือนก็ชั่ง ก็ต้องอาศัยธรรมชาติเหล่านี้แหละ อาศัย

ถ้าพูดโดยระบุชื่อแล้วล่ะก็ อาศัย อาหารการบริโภค อาศัยผ้านุ่งผ้าห่ม นี่ อาศัยที่อยู่ที่อาศัย อาศัยหยูกยาแก้โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นี่มันมันเป็นปัจจัยสำหรับชีวิตอันนี้ 4อย่างนี้นะ ขาดไม่ได้เลย..

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - เกิดแล้วดับ

10.9.18

เพราะถ้าหากว่า ไม่ได้ร่างกายอันเป็นของมนุษย์นี่ มันก็ไม่สามารถจะสร้างบุญกุศลได้ไม่สามารถจะสร้างสติปัญญาอันสุขุมลุ่มลึกได้ ฉะนั้นแหละ ให้ถือว่าเราขอยืมเอาสมบัติของพญามัจจุราชเขามา ทำการค้าขายก็ว่าได้ คือมาสั่งสมบุญกุศลนั่นแหละ เรียกว่ามาค้าขายก็ได้ ที่นี่เมื่อมีกำไรแล้ว ทุนก็ต้องส่งคืนเขานั่น มีกำไรอย่างไร มีกำไรก็คือเราได้บุญได้กุศล ตั้งมั่นอยู่ในใจ ได้บุญได้กุศลได้สติปัญญา เป็นที่พึ่งของดวงจิตนี้ นี่เรียกว่าได้กำไร

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..เพราะถ้าหากว่า ไม่ได้ร่างกายอันเป็นของมนุษย์นี่ มันก็ไม่สามารถจะสร้างบุญกุศลได้ไม่สามารถจะสร้างสติปัญญาอันสุขุมลุ่มลึกได้ ฉะนั้นแหละ ให้ถือว่าเราขอยืมเอาสมบัติของพญามัจจุราชเขามา

ทำการค้าขายก็ว่าได้ คือมาสั่งสมบุญกุศลนั่นแหละ เรียกว่ามาค้าขายก็ได้ ที่นี่เมื่อมีกำไรแล้ว ทุนก็ต้องส่งคืนเขานั่น

มีกำไรอย่างไร มีกำไรก็คือเราได้บุญได้กุศล ตั้งมั่นอยู่ในใจ ได้บุญได้กุศลได้สติปัญญา เป็นที่พึ่งของดวงจิตนี้ นี่เรียกว่าได้กำไร

ส่วนร่างกายนี่ก็ เมื่อมันหมดบุญเก่า ที่ตนได้สั่งสมอบรมมาแต่ก่อนแล้ว มันก็แตกดับทำลายไป นี่คล้ายๆกับว่า เราส่งคืนมัจจุราชเขา ส่งต้นทุนคืนให้เค้าไป

อันผู้มีปัญญาได้พิจารณาเห็นเช่นนี้แล้ว ก็จึงไม่นิ่งนอนใจ เพราะว่าชีวิตนี้มันมีขอบเขตจำกัด เหมือนกับเครื่องใช้ไม่สอยต่างๆ มีหม้อ อย่างที่พระศาสดาทรงเปรียบไว้นั้นแหละ เป็นต้น

ย่อมไม่จีรังยั่งยืนอยู่ได้ เพราะเหตุนั้นก็อย่าพากันนิ่งนอนใจ..

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนาหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - ยืมเขามาอย่าทำเล่น 6 ก.ย. 32
https://youtu.be/P61qurKzeLc?t=20m57s (20:57 - 23:05)

9.9.18

อาการที่ใจไม่หวั่นไหวนั่นแหละถือว่าใจไม่เป็นทุกข์ แต่รู้จักทุกข์อยู่ นะ ฟังเอาให้ดี

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..อาการที่ใจไม่หวั่นไหวนั่นแหละถือว่าใจไม่เป็นทุกข์ แต่รู้จักทุกข์อยู่ นะ ฟังเอาให้ดี..,

..เมื่อรู้ชัดอย่างนี้แล้ว เมื่อขันธ์ 5 นี้วิบัติแปรปรวนไป จิตก็ไม่หวั่นไหวไปตาม เพราะมันรู้ว่าไม่มีอยู่ในตนนี่ ขันธ์ 5 นั้นน่ะ บางคนก็อาจจะว่า เอ๊า ถ้าไม่มีอยู่ในตนทำไมมันจึงได้รู้สึกอยู่อย่างนี้ ทำไมมันจึงมากระทบกระทั่งกับจิตอยู่นี่

อันนี้หมายความว่าจิตนี้มันหลงมาเกิดมาอาศัยอยู่กับขันธ์ 5 นี้แล้ว เพราะกรรมมันมาตกแต่ง กรรมมันมาตกแต่งให้แล้ว กรรมมันมาผูกมัดให้ติดอยู่นี่นะ ไปก่อน เรื่องมันน่ะ มันเป็นอย่างงั้น

ทีนี้ เมื่อจิตนี้ได้รับการฝึกฝนอบรม ให้สงบให้เข้มแข็งตั้งมั่นลงไปแล้ว มันรู้แจ้งในสังขารอันนี้ตามเป็นจริง ไม่ถือมั่นเป็นเราเป็นของของเราแล้วอย่างนี้ เหตุปัจจัยที่จะให้จิตเป็นทุกข์นั้นมันก็ดับไป อย่างนี้แหละ

แต่ดับไปแล้วมันก็รู้สึกเป็นทุกข์อยู่ รู้สึกเป็นทุกข์ แต่ว่าใจไม่เป็นทุกข์ ใจไม่หวั่นไหว อาการที่ใจไม่หวั่นไหวนั่นแหละถือว่าใจไม่เป็นทุกข์ แต่รู้จักทุกข์อยู่ นะ ฟังเอาให้ดี..


บางส่วนจากพระธรรมเทศนาหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - บริหารขันธ์ 27 ส.ค. 32
https://youtu.be/_pzxhOYA6cw?t=13m48s (13:48 - 15:16)

18.8.18

..การที่จิตจะเบิกบานผ่องใส ก็เพราะไม่หลงยินดียินร้ายไปตามสุขตามทุกข์.. ..ต่อเรื่องดีเรื่องชั่ว ต่างๆในโลกนี้..

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..การที่จิตจะเบิกบานผ่องใส ก็เพราะไม่หลงยินดียินร้ายไปตามสุขตามทุกข์ ที่เกิดขึ้นในกายกับจิตอันนี้น่ะ เราฝึกจิตใจอย่างนี้ล่ะ ไปเรื่อยๆ ให้พากันเข้าใจ

ทำอย่างไรใจเราจะตั้งมั่นจะเข้มแข็ง จะไม่หวั่นไหวต่อสุขต่อทุกข์ ต่อเรื่องดีเรื่องชั่ว ต่างๆในโลกนี้นะ..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนาหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - บริหารขันธ์ 27 ส.ค. 32
https://youtu.be/_pzxhOYA6cw?t=10m11s (10:11-10:40)

10.4.18

สุญโญ ว่างเปล่าจากสัตว์จากบุคคล ตัวตนเราเขา นี่นะ อันนี้ที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในพระธรรมคุณ โอปนยิโก ให้น้อมสติเข้ามา หากายหาใจนี้ ควบคุมใจนี้ให้ตั้งมั่นอยู่ภายใน แล้วเพ่งดูรูปธรรม นามธรรม อันนี้ ให้มันเห็นแจ้งตามเป็นจริง ดังกล่าวมานั้น เมื่อมันเห็นว่าเป็นของว่างเปล่า จากสัตว์จากบุคคลแล้วอย่างนี้ มันก็ลดละตัณหาความทะเยอทะยานอยากต่างๆ ลงได้เยอะแยะเลยทีเดียวบัดนี้ นั่นแหละ

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..ภาวนาต้องเพ่งดูนามธรรมอันนี้ มันเกิดจากจิตกับกายสัมผัสถูกต้องกัน นี่ผู้ใดเพ่งดู จึงจะรู้ได้ ถ้าไม่เพ่งดู รู้ไม่ได้ เพราะไม่มีรูปร่างอะไร จำเป็นจะต้องรู้ทางใจนู้น นั่นแหละ เอาใจนั้นรู้ อีกทีหนึ่ง เป็นอย่างงั้นเรื่องมันน่ะ

เมื่อเราเพ่งดูมากๆเข้าไปแล้ว จะมองเห็นว่ารูปธรรมก็ดี นามธรรมก็ดี ไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลย สุญโญ ว่างเปล่าจากสัตว์จากบุคคล ตัวตนเราเขา นี่นะ อันนี้ที่พระพุทธเจ้าแสดงไว้ในพระธรรมคุณ โอปนยิโก ให้น้อมสติเข้ามา หากายหาใจนี้

ควบคุมใจนี้ให้ตั้งมั่นอยู่ภายใน แล้วเพ่งดูรูปธรรม นามธรรม อันนี้ ให้มันเห็นแจ้งตามเป็นจริง ดังกล่าวมานั้น เมื่อมันเห็นว่าเป็นของว่างเปล่า จากสัตว์จากบุคคลแล้วอย่างนี้ มันก็ลดละตัณหาความทะเยอทะยานอยากต่างๆ ลงได้เยอะแยะเลยทีเดียวบัดนี้ นั่นแหละ

ตัณหาอยากโลภมันก็น้อยลง ตัณหาอยากโกรธมันก็น้อยลง ตัณหาอยากหลงอยากเมาไปตามกระแสของโลก มันก็น้อยลง เป็นอย่างงั้น

อันนี้ล่ะการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานี่นะ ก็หมายความว่า เรามาพยายามควบคุมจิตให้ตั้งมั่น แล้วเพ่งพิจารณาดูรูปธรรม นามธรรม ดั่งชี้แจงให้ฟังมาโดยสังเขปนี้แหละ

ให้รู้ให้เข้าใจโดยแจ่มแจ้ง ด้วยตนเอง เมื่อรู้ว่าเป็นของว่างไม่ใช่สัตว์บุคคลอะไรแล้วอย่างนี้ มันก็ปล่อยก็วางแหละ เพราะมันรู้ว่าไม่ใช่ของเราแล้ว มันจะไปถือมั่นไว้ทำไม บัดนี้

มันก็ไม่ถือมั่น มันก็ปลงก็วางลง มันปลงมันวางลงได้เท่าใด จิตใจก็เบาปลอดโปร่งไปได้เท่านั้น..

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนาหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - พิจารณารูปธรรม นามธรรม ๒๐ เม.ย. ๓๒
https://youtu.be/3C63zAX-2N0?t=17m53s (17:53 - 20:32)

10.3.18

..เนี่ยในตัวของคนเราทั้งหมดนี้นะ ถ้าว่าในทางธรรมะแล้ว ล้วนแต่เป็นสังขารทั้งนั้น(กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร) ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตนเราเขาอะไรเลย เป็นแต่เพียงว่าสภาพอันหนึ่งนะมาปรุงแต่ง ให้เกิดให้มีขึ้น..

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..เนี่ยในตัวของคนเราทั้งหมดนี้นะ ถ้าว่าในทางธรรมะแล้ว ล้วนแต่เป็นสังขารทั้งนั้น(กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร) ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตนเราเขาอะไรเลย เป็นแต่เพียงว่าสภาพอันหนึ่งนะมาปรุงแต่ง ให้เกิดให้มีขึ้น..,

..เมื่อใจสงบลงไปได้ ด้วยการเอาสติเข้าไปจดจ้องจดจ่ออยู่ ภายในจิตใจ ได้อย่างนี้แล้ว การตริตรองพิจารณา สังขารทั้งหลายทั้งปวง ที่ตนอาศัยอยู่นี้นะมันก็เห็นแจ้งประจักษ์ได้ นี่ ท่านเรียกว่าสังขารนะ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร ให้พึงเข้าใจไว้

กายสังขารนี่นะ ท่านหมายเอาลมหายใจเข้าหายใจออกนี่ นี่แหละ ลมหายใจเข้าหายใจออกนี่แหละ เป็นเครื่องพยุงกายนี้ให้เป็นอยู่ไปได้ ถ้าหากว่าลมนี้หมดลงไปแล้ว ร่างกายนี้ตั้งอยู่ไม่ได้เลย เหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า กายสังขาร แปลว่าสภาพที่ทรงไว้ซึ่งร่างกาย

วจีสังขารได้แก่วิตกวิจาร คนเรานั้นจะพูดอะไร ออกมาแต่ละเรื่องแต่ละคำนะ มันต้องวิตกซะก่อน วิจารก่อนว่าเรื่องนี้เราควรพูดหรือไม่ควรพูด อย่างนี้นะ

เมื่อนึกคิดในใจเห็นว่าควรพูด แล้วอย่างนี้ก็จึงพูดออกมา ทางวาจา อันนี้แหละคำว่า วจีสังขารนะ แปลว่าสภาพปรุงแต่งวาจาให้เกิดขึ้นได้ ได้แก่วิตกวิจารในใจนั้นนะ นี่ให้พากันเข้าใจ

จิตตสังขาร อันนี้ท่านกล่าวว่า ได้แก่ สัญญา เวทนา นี่แหละ สัญญาความจำหมาย เมื่อมันจำหมายอารมณ์ต่างๆได้ แล้วมันก็เกิดความรู้สึกขึ้น ถ้าเป็นอารมณ์ที่น่ายินดีพอใจ มันก็เป็นสุขเวทนา

ถ้าเป็นอารมณ์ที่ไม่น่ายินดีไม่น่าพอใจ มันก็เป็นทุกขเวทนาขึ้นมา เป็นอย่างงั้น มันก็เกิดจากสัญญาความจำนี้เองแหละ เมื่อไม่รู้เท่าสัญญานี้แล้ว จิตมันก็เกิดความยินดียินร้ายขึ้นมา

นี่ท่านเรียกว่าจิตตสังขาร แปลว่าสภาพที่ปรุงแต่ง จิตนี้ให้คิดดีบ้างคิดชั่วบ้าง ให้รู้สึกเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง อะไรหมู่นี้นะ นี่ คำว่าจิตตสังขาร นั่นน่ะ ได้แก่สัญญา เวทนา นี่พากันจำเอาไว้

เนี่ยในตัวของคนเราทั้งหมดนี้นะ ถ้าว่าในทางธรรมะแล้ว ล้วนแต่เป็นสังขารทั้งนั้น ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตนเราเขาอะไรเลย เป็นแต่เพียงว่าสภาพอันหนึ่งนะมาปรุงแต่ง ให้เกิดให้มีขึ้น..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนาหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - อิทธิบาทธรรม
https://youtu.be/pwyynLLX-TE?t=30m52s (30:52 - 33:57)

ทีนี้ในระหว่างบาปและบุญ สุขหรือทุกข์ มืดหรือสว่าง ร้อนหรือเย็น อะไรหมู่นี้นะ มันมีจิตเป็นกลาง บาดนี้นะ มีจิตเป็นผู้รับรู้ จิตดวงนี้แล้ว ไอ่คำว่ามืดว่าสว่าง คำว่าร้อนว่าเย็น คำว่าบาปว่าบุญ หมู่นี้ ไม่มีเลย ไม่มี ต้องพิจารณาดูให้ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ ความสำคัญมันจึงอยู่ที่จิตดวงนี้ บาดนี้นะ นั่นแหละ เมื่อฝึกจิตดวงนี้ให้สงบให้ตั้งมั่นลงไปแล้ว ปัญญามันเกิดขึ้น มันจึงมองเห็นว่า อะไรดี อะไรไม่ดี มันเป็นอย่างงั้นเรื่องมันน่ะ

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..ทีนี้ในระหว่างบาปและบุญ สุขหรือทุกข์ มืดหรือสว่าง ร้อนหรือเย็น อะไรหมู่นี้นะ มันมีจิตเป็นกลาง บาดนี้นะ มีจิตเป็นผู้รับรู้ จิตดวงนี้แล้ว

ไอ่คำว่ามืดว่าสว่าง คำว่าร้อนว่าเย็น คำว่าบาปว่าบุญ หมู่นี้ ไม่มีเลย ไม่มี ต้องพิจารณาดูให้ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ ความสำคัญมันจึงอยู่ที่จิตดวงนี้ บาดนี้นะ นั่นแหละ

เมื่อฝึกจิตดวงนี้ให้สงบให้ตั้งมั่นลงไปแล้ว ปัญญามันเกิดขึ้น มันจึงมองเห็นว่า อะไรดี อะไรไม่ดี มันเป็นอย่างงั้นเรื่องมันน่ะ..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนาหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - อิทธิบาทธรรม
https://youtu.be/pwyynLLX-TE?t=2m33s (2:33 - 3:30)

9.3.18

เมื่อเรางดเว้นจากการเบียดเบียนแล้วอย่างงี้ เราก็ยอมแหละ ใครจะเบียดเบียนเราก็ยอม เราไม่ตอบโต้ นั่นแหละ เราก็หาทางหลีกเลี่ยง ถ้ามีช่องทางนะ ถ้ามีช่องทางที่จะระงับ ความเบียดเบียนจากผู้อื่นนั้นได้โดยสันติวิธี เราก็หาหนทาง ถ้าหากว่ามันหมดหนทางที่จะระงับไอ่เรื่องเบียดเบียน โดยสันติวิธีได้แล้วก็ เราก็โยนให้กรรม มันก็เป็นกรรมเป็นเวรของตัวเอง ก็ให้เพื่อนทำไปตามประสงค์ซะ เพื่อไม่ให้มันเป็นกรรมเป็นเวรผูกพันกันต่อไป ให้มันแล้วเลิกแก่กันไปนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..เมื่อเรางดเว้นจากการเบียดเบียนแล้วอย่างงี้ เราก็ยอมแหละ ใครจะเบียดเบียนเราก็ยอม เราไม่ตอบโต้ นั่นแหละ เราก็หาทางหลีกเลี่ยง ถ้ามีช่องทางนะ ถ้ามีช่องทางที่จะระงับ ความเบียดเบียนจากผู้อื่นนั้นได้โดยสันติวิธี เราก็หาหนทาง

ถ้าหากว่ามันหมดหนทางที่จะระงับไอ่เรื่องเบียดเบียน โดยสันติวิธีได้แล้วก็ เราก็โยนให้กรรม มันก็เป็นกรรมเป็นเวรของตัวเอง ก็ให้เพื่อนทำไปตามประสงค์ซะ เพื่อไม่ให้มันเป็นกรรมเป็นเวรผูกพันกันต่อไป ให้มันแล้วเลิกแก่กันไปนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นี่ถ้าใคร หากตัดสินใจลงได้อย่างว่านี้แล้ว ผู้นั้นก็เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ นับว่าเป็นปรมัตถศีลไปเลยทีเดียว..//

..มันเป็นอย่างงั้นคนเราเหตุที่จะรักษาศีลไม่ได้ เพราะมันอดความโกรธนี้ไม่ได้นั่นเองแหละ ดังนั้นพระศาสดาจึงได้ทรงสอนให้ประพฤติธรรมเข้าไปอีก ให้เจริญเมตตากรุณาให้มากๆ

การที่เรานึกคิดถึงตัวเองและบุคคลอื่นสัตว์อื่น ว่าสัตว์โลกทั้งหลายล้วนแต่เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งนั้น แล้วก็มีความประสงค์อย่างเดียวกัน ความประสงค์นั่นก็คือต้องการความสุข แล้วก็เกลียดต่อความทุกข์เหมือนกันหมดเลย

เมื่อเป็นเช่นนี้น่ะ ความทุกข์ในโลกนี้น่ะ มันเกิดจากการเบียดเบียนกัน นี่เป็นความจริง ที่นี้เมื่อบุคคลมารู้ได้อย่างนี้แล้ว ก็ไม่เบียดเบียนซะ เว้นจากการเบียดเบียนเลย

บางคนก็อาจจะว่า อ้าวเมื่อเค้ามาเบียดเบียนเราล่ะ เราก็จะยอมให้เขาเบียดเบียนอย่างนั้นเรื่อยไปเหรอ อันนี้ เมื่อเรางดเว้นจากการเบียดเบียนแล้วอย่างงี้ เราก็ยอมแหละ ใครจะเบียดเบียนเราก็ยอม เราไม่ตอบโต้

นั่นแหละ เราก็หาทางหลีกเลี่ยง ถ้ามีช่องทางนะ ถ้ามีช่องทางที่จะระงับ ความเบียดเบียนจากผู้อื่นนั้นได้โดยสันติวิธี เราก็หาหนทาง ถ้าหากว่ามันหมดหนทางที่จะระงับไอ่เรื่องเบียดเบียน โดยสันติวิธีได้แล้วก็

เราก็โยนให้กรรม มันก็เป็นกรรมเป็นเวรของตัวเอง ก็ให้เพื่อนทำไปตามประสงค์ซะ เพื่อไม่ให้มันเป็นกรรมเป็นเวรผูกพันกันต่อไป ให้มันแล้วเลิกแก่กันไปนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นี่ถ้าใคร หากตัดสินใจลงได้อย่างว่านี้แล้ว ผู้นั้นก็เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ นับว่าเป็นปรมัตถศีลไปเลยทีเดียว เป็นอย่างงั้น ให้พึ่งพากันเข้าใจ

นี่แหละการเจริญเมตตากรุณา การสมาทานมั่นในศีล มันก็เป็นเครื่องระงับความโกรธความพยาบาท ออกจากจิตใจนี้ได้..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนาหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - อิทธิบาทธรรม
https://youtu.be/pwyynLLX-TE?t=13m35s (13:35 - 16:04)

8.3.18

เมื่อเมตตาธรรมเกิดขึ้นแล้ว มันมองเห็น ทั้งคนดีและคนชั่วนั้น ก็เป็นบุคคลที่น่าสงสารเป็นหมดเลย ไม่ใช่เป็นบุคคลที่น่ารังเกียจ ก็เพราะว่าคนเหล่านั้นเค้าก็ต้องการความสุขเหมือนกับเรา แต่ว่าตอนที่เขาทำตนให้เป็นคนดีไม่ได้ ก็เพราะว่าเขายังลุอำนาจแก่กิเลสอยู่ เขายังเอาชนะกิเลสเหล่านั้นไม่ได้ เหตุนั้นเขาจึงทำดีไม่ได้

BY Somchatchai IN No comments

พระธรรมเทศนาหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..ทีนี้เมื่อบุคคลมา เจริญเมตตากรุณานี้ให้เกิดขึ้นในใจ ให้มากขึ้นไปแล้วบัดนี้ ไอ่ความโกรธมันก็ตั้งอยู่ไม่ได้ในใจนั่นน่ะ มันก็ระงับไป เพราะว่าเมื่อเมตตาธรรมเกิดขึ้นแล้ว

มันมองเห็น ทั้งคนดีและคนชั่วนั้น ก็เป็นบุคคลที่น่าสงสารเป็นหมดเลย ไม่ใช่เป็นบุคคลที่น่ารังเกียจ ก็เพราะว่าคนเหล่านั้นเค้าก็ต้องการความสุขเหมือนกับเรา

แต่ว่าตอนที่เขาทำตนให้เป็นคนดีไม่ได้ ก็เพราะว่าเขายังลุอำนาจแก่กิเลสอยู่ เขายังเอาชนะกิเลสเหล่านั้นไม่ได้ เหตุนั้นเขาจึงทำดีไม่ได้

แต่ถ้าหากว่ามีผู้ชี้แนวทางให้เขา รู้จักหนทางแห่งความสุขความเจริญได้ เขาก็อาจที่จะทำความดีได้อยู่ ไม่ใช่ว่าเขาจะต้องชั่วอย่างนั้นตลอดไป มันมีเวลาฟื้นตัวให้เป็นคนดีได้อยู่คนเราน่ะ

เว้นเสียแต่ว่า ผู้ใดทำบาปหนัก เช่นทำอนันตริยกรรมนั่นน่ะ เช่นฆ่ามารดา ฆ่าบิดาเป็นต้น เหล่านี้แล้ว เป็นอันว่า ตัดแล้ว บาปกรรมอันหนักหนานั้นไปตัดหนทางแห่งความดีของผู้นั้น ขาดตอนไปเลย ในชาตินั่นน่ะ

แม้บุคคลจะทำความดีอย่างไรๆ ก็ไม่พ้นจากบาปนั้นหมายความว่าอย่างงั้น บาปกรรมนั้นย่อมฉุดคร่าเอาไปไหม้อยู่ในอเวจีมหานรก นู้น

ต้องไปเสวยผลแห่งกรรมชั่วนั้นจนได้ ดังนั้นแหละในพุทธศาสนานี้ท่านจึงห้ามไม่ให้ทำโดยเด็ดขาดเลย..


บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - ชีวิตย่อมหมุนไปตามกรรม ๑๖ กพ ๓๑
https://youtu.be/FA4_RjKuadY?t=21m30s (21:30 - 23:40)

7.3.18

อันหมู่นี้ บุคคลไม่ค่อยจะสำนึกได้เลยว่าเป็น บาปอกุศล เหตุนั้น ถึงได้ยึดถือเอาไว้

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..ถ้ามาเพ่งดูจิตใจตัวเองเข้าไป สังเกตจิตตัวเองไปทุกขณะทุกเวลาไปอย่างนี้ มันก็รู้ได้ ขณะนี้จิตวิตกไปในทางกุศลก็รู้ได้ ขณะนี้จิตใจวิตกไปในทางอกุศล ก็รู้

ถ้าหากว่ามัน ดำหริโกรธใครต่อใครขึ้นมางี้ นั่นแสดงว่ามันดำหริไปทางอกุศล  หรือถ้ามันดำหริว่าอยากจะได้ของใคร ของผู้อื่นมาเป็นของตัวอย่างงี้ นั่นก็ชื่อว่าเป็นความดำหริที่เป็นอกุศล

เราต้องรู้ ลักษณะของความคิด ที่เป็นอกุศลอย่างนี้ ถ้าไม่รู้อย่างนี้แล้ว เวลามันคิดไปเช่นนั้น ก็เลยไม่นึกว่าเป็นบาปเป็นอกุศล ก็คิดเรื่อยไป

อย่างบางคน ชอบโกรธ ใครต่อใครมาเป็นประจำ ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ถือว่าเป็นบาปอกุศลอะไรเลยก็มี อย่างงี้แหละ จนติดนิสัย ใครทำอะไรไม่ให้พอใจ มาแล้วก็โกรธขึ้นมาในใจ โกรธในใจแล้วก็ยังไม่แล้ว

ต้องแสดงออก ทางกาย ทางวาจา กระทบกระทั่งผู้อื่นให้เดือดร้อนไป ตามๆกัน อันหมู่นี้ บุคคลไม่ค่อยจะสำนึกได้เลยว่าเป็น บาปอกุศล เหตุนั้น ถึงได้ยึดถือเอาไว้

ถ้าผู้ใดมานึกได้ รู้ได้ว่า ความวิตก อย่างนี้มันเป็นบาปอกุศล มันจะทำตนให้เป็นทุกข์เดือดร้อนต่อไป ระลึกได้อย่างนี้มันก็ยับยั้งใจได้ มันก็ไม่วิตกไป อย่างงี้แหละ

เพราะฉะนั้นคำว่า ความรู้นี่นะ มันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทุกคนต้องศึกษา ต้องให้รู้ ต้องให้เข้าใจ ลักษณะแห่งความดีและความชั่วต่างๆหมู่นี้ ถ้าไม่ศึกษาพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วน มันก็ไม่รู้ นะ เป็นอย่างงั้น..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - อุบายบังคับจิต 30 มิ.ย. 32
https://youtu.be/AZib5fi71-A?t=6m10s (6:10 - 8:42)

29.1.18

อริยะแปลว่าผู้ไกลจากข้าศึก คือกิเลส นั่นแหละ ผู้ใดที่ละกิเลสขาดจากสันดาน จะเป็นโดยเอกเทศ ก็ตาม โดยสิ้นเชิงก็ตาม ท่านก็ พระพุทธเจ้าก็ทรงยกย่องว่า พระอริยบุคคล

BY Somchatchai IN No comments

สงสัยว่า พระอริยบุคคล เมื่อ อริยะแปลว่าผู้ไกลจากข้าศึก คือกิเลส แล้วทำไมจึงมีหลายระดับ ? หลวงปู่เหรียญเมตตาเทศน์อธิบายไว้

..อริยะแปลว่าผู้ไกลจากข้าศึก คือกิเลส นั่นแหละ ผู้ใดที่ละกิเลสขาดจากสันดาน จะเป็นโดยเอกเทศ ก็ตาม โดยสิ้นเชิงก็ตาม ท่านก็ พระพุทธเจ้าก็ทรงยกย่องว่า พระอริยบุคคล//

แล้วโดยเอกเทศ ?

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..การน้อมศีลน้อมธรรมเข้าไปสู่จิตใจ แล้วขจัดสิ่งที่ไม่ใช่ศีลไม่ใช่ธรรมออกไป จากดวงจิตนี้ นี่สำคัญมากอันนี้ นั่นแหละท่านผู้ฝึกตนให้น้อมศีล น้อมธรรม น้อมความดีต่างๆเข้าไปไว้ในใจของตน

นั่นแหละผู้นั้น กำลังที่จะฝึกตนให้ ได้เป็นพระโสดาบัน ถ้าหากว่าผู้ใดไม่อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่น้อมศีลน้อมธรรมเข้าไปสู่จิตใจ เสมอๆไปอย่างว่านี้ ไม่มีทางแล้วจะได้เป็นพระโสดาบัน

เพราะว่าเมื่อผู้ใดน้อมศีลน้อมธรรม น้อมความดีต่างๆเข้าไปสู่จิตใจแล้ว ใจมันสงบ เรื่องมันน่ะ เมื่อใจนี่มีกุศลความดี เป็นเครื่องอยู่แล้ว มันสงบมันเย็น เมื่อใจสงบใจเย็นอย่างนี้แล้วปัญญามันก็เกิดขึ้นได้

เมื่อปัญญาเกิดขึ้นแล้วก็อย่างว่า มันจึงมองเห็นขันธ์ 5 นี่ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัวตนเราเขาอะไรเลยอย่างงี้ มันก็มองเห็นได้ ถ้าอบรมปัญญาอันนี้ ให้แก่กล้ายิ่งๆขึ้นไป มันถึงเข้าขั้นแล้ว

มันก็ละความเห็นผิดที่สำคัญว่าขันธ์ 5 เป็นตัวเป็นตนนี่ ได้ขาดเด็ดไปเลย ความรู้ความเห็นว่า ขันธ์ 5 นี่ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน เราเขา มันก็เกิดขึ้นมาแทนแล้วบัดนี้

เมื่อความรู้ความเห็นอย่างนี้เกิดขึ้นด้วยอริยมรรคแล้ว ก็ไม่มีเสื่อมบัดนี้ ไม่มีเสื่อมแล้ว มีปกติรู้ ปกติเห็น ว่าขันธ์ 5 นี้ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนอยู่อย่างนั้น

แต่เมื่อบุญกรรมของเก่านู้นยังไม่หมด มันก็ต้องอาศัยขันธ์ 5 นี้ เรื่อยไปก่อน ถึงแม้จะรู้ว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวตน จะละความเห็นที่ว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวตนได้ก็ตาม

แต่เมื่อบุญกรรมยังอยู่ ก็ต้องอาศัยขันธ์ 5 นี่ ปฏิบัติธรรมเรื่อยไป เพื่อให้บรรลุคุณธรรมขั้นสูง ขึ้นไปเรื่อยๆ นี่พระอริยบุคคลทั้งหลายนะ เมื่อท่านได้บรรลุปฐมมรรคอันนี้ได้แล้ว ท่านจะไม่เกียจคร้านในการทำความดีเลย

มีแต่ความหมั่นขยันเรื่อยไป เพราะว่าท่านเห็นทุกข์เห็นภัยในสงสารอันนี้มาก พระโสดาบันทั้งหลายนั่นน่ะ ท่านมองไม่เห็นว่าโลกสันนิวาสอันนี้จะ เป็นที่ตั้งแห่งความเพลิดเพลิน แห่งความสุขสนุกสนานมั่นคงตลอดไป ไม่มี

มันเป็นสิ่งที่หลอกตาลวงใจ ให้ติดอยู่ในทุกข์ต่างหาก อันสิ่งที่ยั่วยวนชวนให้เพลิดเพลินทั้งหลายเหล่านี้นะ พระโสดาบันท่านรู้แจ้งเลย ท่านจึงไม่ลืมตัว..

..อริยะแปลว่าผู้ไกลจากข้าศึก คือกิเลส นั่นแหละผู้ใดที่ละกิเลสขาดจากสันดาน จะเป็นโดยเอกเทศ ก็ตาม โดยสิ้นเชิงก็ตาม ท่านก็ พระพุทธเจ้าก็ทรงยกย่องว่า พระอริยบุคคล

นี่เพราะฉะนั้น ควรพากันพยายาม ยกตนออกจากคำว่าคน ให้ได้เป็นพระอริยบุคคล จึงจะพ้นจากความยุ่งเหยิง ความวุ่นวายภายในจิตใจนี้ได้ แล้วความวุ่นวายของร่างกายนี้มันก็จะสั้นเข้า

เช่นเป็นพระโสดาบันอย่างงี้ ก็จะได้วุ่นวายอยู่เพียงแค่ 7 ชาติ อย่างมากนะ อย่างกลางก็ 3 ชาติ อย่างน้อยก็ 1 ชาติ เท่านั้นเองนะก็จะพ้นจากความวุ่นวาย ความยุ่งเหยิงจากความ จากการที่มีขันธ์ 5 อันนี้นะ จะพ้นจากขันธ์ 5 นี้โดยเด็ดขาด

ก็บรรลุถึงซึ่งพระนิพพาน อันเป็นจุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนา..


บางส่วนจากพระธรรมเทศนาหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - ปุถุชนกับชนอริยะ 19 ม.ค. 32
https://youtu.be/BDAsr0BL-Wo?t=39m39s  (39:39 - 43:36, 46:27 - 48:17)

24.1.18

..ถ้าผู้ที่ฉลาดนะ ก็ต้องรู้ได้ว่า วันใดเวลาใด ก็เป็นวันเป็นเวลาที่ตนทำความดีทั้งนั้น เป็นเวลาสั่งสมบุญกุศลทั้งนั้น เมื่อตนละความชั่วออกไปแล้ว มันต้องรู้อย่างนี้ สำหรับผู้ฉลาดแล้วนะ

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..ถ้าผู้ที่ฉลาดนะ ก็ต้องรู้ได้ว่า วันใดเวลาใด ก็เป็นวันเป็นเวลาที่ตนทำความดีทั้งนั้น เป็นเวลาสั่งสมบุญกุศลทั้งนั้น เมื่อตนละความชั่วออกไปแล้ว มันต้องรู้อย่างนี้ สำหรับผู้ฉลาดแล้วนะ

ผู้ไม่ฉลาดแล้ว มันก็ไปมองเห็นตั้งแต่ว่าได้ น้อมเอาข้าวของเงินทองอะไร ไปถวายพระ ได้ทำบุญให้ทาน เชื้อเชิญญาติพี่น้องมาร่วมบุญร่วมกุศลกัน เท่านั้นแหละจึงถือว่าตนได้ทำบุญ

อันนั้นมันเป็นความคิดความเห็นที่ยานเกินไป มันไม่กะทัดรัดเข้ามา จริงอยู่มันก็เป็นบุญกุศลนั่นแหละ ก็ว่าได้ทำบุญนั่นแหละ แต่บัดนี้ เวลานอกนั้นถือว่าตนไม่ได้ทำบุญนี่ บัดนี้ นั่น ถือว่าตนไม่ได้ทำบุญ

ทีนี้ผู้ฉลาดแล้ว มันจะต้องกำหนดรู้ว่า เมื่อตนไม่คิดไปทางชั่วแล้ว จิตใจของตนเนี่ย ยินดีเลี่ยมใสอยู่ในคุณพระรัตนตรัย และบุญกุศลที่ตนทำมาเสมอๆนี่นะ

แล้วบัดนี้เมื่อตน ทำอะไรด้วยกายออกไป มันก็เป็นแต่ประโยชน์ตนและผู้อื่นทั้งนั้นเลย เมื่อเว้นบาปแล้วนะ..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - ผู้ปฏิบัติตนคือนักปฏิบัติธรรม 14 ส.ค. 32
https://youtu.be/7ZKQX9Ywhq0?t=36m46s (36:46 - 38:22)

..รู้ว่าไอ่ความเพลิดเพลินอย่างนั้น มันไม่ใช่ความสุขอันเป็นแก่นสารนี่นะ มันรู้อย่างนี้ ความทำใจสงบนี่แหละ มันเป็นความสุขอันเป็นแก่นสาร

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ  ..รู้ว่าไอ่ความเพลิดเพลินอย่างนั้น มันไม่ใช่ความสุขอันเป็นแก่นสารนี่นะ มันรู้อย่างนี้ ความทำใจสงบนี่แหละ มันเป็นความสุขอันเป็นแก่นสาร//

..คำว่าเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะนี่นะ อยู่ในตัวนี่น่ะ เมื่อมีสติสัมปชัญญะแก่กล้าอยู่ในตัวแล้ว ไอ่ธรรมะที่จะเป็นเครื่องขับกิเลส ในหัวใจนั่น มันก็เกิดขึ้นได้ระลึกขึ้นได้ มันเป็นอย่างงั้น

ครั่นเมื่อมันจะเกิดความหลงความเมาขึ้นมา ความเพลิดเพลินขึ้นมาอย่างงี้ มันจะนึกถึงสมาธิจิตเข้าไป มานึกถึง ความสุขทั้งหลายแหล่มันย่อมเกิดจากความสงบใจ

 ไม่ใช่ความสุขอันเป็นแก่นสารมันอาศัยความเพลิดเพลิน ความมัวเมาในรูปเสียงกลิ่นรสเครื่องสัมผัสต่างๆหมู่นั้น ไม่ใช่ เมื่อมันระลึกได้อย่างนี้แล้ว มันก็จะสำรวมจิตเข้าไปตั้งอยู่ภายใน มีสติไปประคับประคองไว้ ไม่เพลินไปตามรูปเสียงกลิ่นรสนั้นๆ

อย่างนี้แล้วผู้นั้นมันก็ทำความหลงให้เบาบางออกไปจากจิตใจ เรียกว่าใจไม่หลง บาดนี้นะ รู้ตัว รู้ว่าไอ่ความเพลิดเพลินอย่างนั้น มันไม่ใช่ความสุขอันเป็นแก่นสารนี่นะ มันรู้อย่างนี้ ความทำใจสงบนี่แหละ มันเป็นความสุขอันเป็นแก่นสาร

พอมันระลึกได้อย่างนี้มันก็น้อมใจลงสู่ความสงบ ใจมันก็สงบลงไปได้ ก็ได้พบกับความสุขอันแท้จริง บาดนี้ ความสุขซึ่งไม่มีกิเลสเจือปน

ไม่มีความรักความชังอยู่ในนั้นเลย มีแต่ความรู้สึกเฉยๆต่ออารมณ์ต่างๆอยู่ อย่างนี้แหละให้พึงพากันเข้าใจ..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - ผู้ปฏิบัติตนคือนักปฏิบัติธรรม 14 ส.ค. 32
https://youtu.be/7ZKQX9Ywhq0?t=22m43s (22:43 - 24:52)

23.1.18

..แม้จะมีใครคิดอิจฉาเบียดเบียนมาแต่ก่อนนู้น ก็ไม่เอามาเป็นอารมณ์ นั่นแหละ ใครแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ ต่อมา แต่ก่อนมา ก็ไม่เอามาเป็นอารมณ์เลย เอ่าอันนั้นเรื่องของคนอื่น เรื่องของผู้นั้น เขาก็มีสิทธิ์ที่จะคิดอะไรต่ออะไรไปตามเรื่องของเขา ก็เราอย่าไปเอาเรื่องของเขามาเป็นอารมณ์ มันไม่ดี

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..แม้จะมีใครคิดอิจฉาเบียดเบียนมาแต่ก่อนนู้น ก็ไม่เอามาเป็นอารมณ์ นั่นแหละ ใครแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ ต่อมา แต่ก่อนมา ก็ไม่เอามาเป็นอารมณ์เลย เอ่าอันนั้นเรื่องของคนอื่น เรื่องของผู้นั้น

เขาก็มีสิทธิ์ที่จะคิดอะไรต่ออะไรไปตามเรื่องของเขา ก็เราอย่าไปเอาเรื่องของเขามาเป็นอารมณ์ มันไม่ดี//

..พอมีเมตตาธรรมมากเข้าไปเท่าใด เพราะว่าความเป็นผู้ที่ว่า ภายในจิตใจนั่น ความคิดที่จะอิจฉาพยาบาทเบียดเบียนบุคคลอื่นและสัตว์อื่น น้อยหนึ่งก็ไม่มีอยู่ในใจอย่างงี้นะ

มีแต่ความปรารถนาให้ตนเองและผู้อื่นเป็นสุข โดยทั่วหน้ากันเลย บรรดาสัตว์ที่ข้องอยู่ในโลกอันนี้นะ เราเพ่งดูตรวจดูจิตใจนี่ เห็นใจของตนเป็นอย่างนั้นจริงๆอยู่อย่างเงี่ย

เพ่งใจอันปกติอยู่ด้วยเมตตาธรรมอยู่อย่างงั้น เข้าไปใจมันก็สงบ มันก็รวมเข้าไปเรื่อยๆ มันก็ไม่มีกังวลอะไรต่อไป เพราะว่าเราไม่ได้คิดว่าใครมาด่าเรา ใครมาอิจฉาเบียดเบียนเรา อะไรหมู่นี้นะ ไม่ได้คิดเลย ในขณะนั้น

แม้จะมีใครคิดอิจฉาเบียดเบียนมาแต่ก่อนนู้น ก็ไม่เอามาเป็นอารมณ์ นั่นแหละ ใครแสดงความรังเกียจเดียดฉันท์ ต่อมา แต่ก่อนมา ก็ไม่เอามาเป็นอารมณ์เลย เอ่าอันนั้นเรื่องของคนอื่น เรื่องของผู้นั้น

เขาก็มีสิทธิ์ที่จะคิดอะไรต่ออะไรไปตามเรื่องของเขา ก็เราอย่าไปเอาเรื่องของเขามาเป็นอารมณ์ มันไม่ดี สอนจิตใจตนเองเข้าไปอย่างนี้แล้ว มันก็วางอารมณ์ภายนอกต่างๆเหล่านั้นลงได้ จิตมันก็บริสุทธิ์อยู่ด้วยกุศลธรรม..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - ผู้ปฏิบัติตนคือนักปฏิบัติธรรม 14 ส.ค. 32
https://youtu.be/7ZKQX9Ywhq0?t=26m55s (26:55 - 28:42)

รู้จักคัดเลือกว่า ความคิดอย่างนี้เป็นอกุศลรู้ได้เลย ควรละ ความคิดอย่างงี้นะ ความคิดอย่างนี้เป็นกุศลธรรม ควรทำให้เกิดให้มีขึ้น ก็รู้ได้ นี่แหละท่านจึงเรียกว่าธัมมวิจยะ รู้จักคัดเลือกธรรมะที่เกิดขึ้นในใจของตัวเอง

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..การปฏิบัติธรรมนะ ก็หมายถึงการปฏิบัติกาย ปฏิบัติวาจา ปฏิบัติใจ ให้สงบระงับจากความชั่วร้ายต่างๆ ให้มีแต่ธรรมะอันเป็นกุศลตั้งอยู่ ภายในจิตใจ

นี่เราเลือกคัดจัดสรรออกไป ด้วยอาศัยสติสัมปชัญญะนี่แหละ เป็นธัมมวิจยะ บัดนี้นะ เมื่อสติมันแก่กล้าเข้าไปแล้ว มันก็กลายเป็นธัมมวิจยะ

คือรู้จักคัดเลือกว่า ความคิดอย่างนี้เป็นอกุศลรู้ได้เลย ควรละ ความคิดอย่างงี้นะ ความคิดอย่างนี้เป็นกุศลธรรม ควรทำให้เกิดให้มีขึ้น ก็รู้ได้ นี่แหละท่านจึงเรียกว่าธัมมวิจยะ รู้จักคัดเลือกธรรมะที่เกิดขึ้นในใจของตัวเอง

เช่นอย่างความโกรธอย่างที่ว่ามาเมื่อตะกี๊นี่ เมื่อมันเกิดขึ้นในใจนี่ อ่อนี้มันเป็นธรรมฝ่ายอกุศล ถ้าหากว่ามันเผลอนะ สร้างความโกรธขึ้นในใจ ได้มีสติมาระลึกได้ ออนี่มันเป็นธรรมฝ่ายอกุศล ไม่ควรส่งเสริมมัน ควรกำหนดละ

มันก็กำหนดละไปเลย เมื่อมันรู้อย่างนี้แล้ว อกุศลธรรมมันก็ระงับไปจากจิตใจนี้ แล้วก็มาเจริญเมตตาธรรมขึ้นมาแทน เมตตาธรรมนี่เป็นฝ่ายกุศล

เมื่อเราเจริญมากขึ้นไปเท่าใดกุศลมันก็แรงกล้าขึ้นไปเท่านั้น อันเมตตาธรรมนี่นะ แล้วก็ทำใจให้สงบเยือกเย็นไปได้มากเท่านั้นแหละ..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - ผู้ปฏิบัติตนคือนักปฏิบัติธรรม 14 ส.ค. 32
https://youtu.be/7ZKQX9Ywhq0?t=24m53s (24:53 - 26:54)

22.1.18

..เขาก็ไปหาซื้อเอาอาหาร ที่ปราศจากจิตวิญญาณนั้น มาบริโภค คนมีปัญญา คนมีปัญญาเท่านั้นล่ะ มันจึงละบาปได้

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..เขาก็ไปหาซื้อเอาอาหาร ที่ปราศจากจิตวิญญาณนั้น มาบริโภค คนมีปัญญา คนมีปัญญาเท่านั้นล่ะ มันจึงละบาปได้//

..อ้าวถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วทำไมล่ะ ชาวพุทธทั้งหลายจึงชอบ จับสัตว์มาฆ่า ทำเป็นอาหาร เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง และคนอื่นอยู่อย่างนั้น กะที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะเหตุว่า

บุคคลเหล่านั้น ไม่รู้แจ้งเหตุผลแห่งปาณาติบาต อันนี้ตามเป็นจริง ผู้ใดรู้แจ้งอย่างว่านี้แล้ว ผู้นั้นก็ไม่ทำ  เค้าก็มีปัญญาหาเงินหาทองในทางอื่นนู้น

ได้มาแล้วเขาก็ไปหาซื้อเอาอาหาร ที่ปราศจากจิตวิญญาณนั้น มาบริโภค คนมีปัญญา คนมีปัญญาเท่านั้นล่ะ มันจึงละบาปได้ มันจึงละการเบียดเบียนได้..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - ผู้ปฏิบัติตนคือนักปฏิบัติธรรม 14 ส.ค. 32
https://youtu.be/7ZKQX9Ywhq0?t=7m8s (7:08 - 8:06)

19.1.18

ถึงแม้ว่าผู้บังคับบัญชาจะลำเอียง ลำเอียงนั้นก็เข้าใจว่า เป็นกรรมของผู้นั้นเอง ดลบันดาลให้ผู้บังคับบัญชาไม่ชอบใจ กับผู้นั้น เพราะว่ากรรมของตัวเองน่ะ มันไปบันดาล ต้องนึกอย่างนั้น เมื่อนึกถึงกรรมของตัวเองแล้วอย่างนี้ มันก็ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่นล่ะบัดนี้ ไม่ไปโทษผู้อื่น ก็ก้มหน้าใช้กรรมไป

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ..ถึงแม้ว่าผู้บังคับบัญชาจะลำเอียง ลำเอียงนั้นก็เข้าใจว่า เป็นกรรมของผู้นั้นเอง ดลบันดาลให้ผู้บังคับบัญชาไม่ชอบใจ กับผู้นั้น เพราะว่ากรรมของตัวเองน่ะ มันไปบันดาล ต้องนึกอย่างนั้น

 เมื่อนึกถึงกรรมของตัวเองแล้วอย่างนี้ มันก็ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่นล่ะบัดนี้ ไม่ไปโทษผู้อื่น ก็ก้มหน้าใช้กรรมไป//

..ฉะนั้นการทำความดีบางอย่าง มันบางทีมันอาจมีความชั่วสะกัดไว้ ตนอาจได้ทำความชั่วอย่างใดมาแต่ก่อน นู้น กรรมชั่วนั่นแหละมาตัดรอน เรื่อยไป ตนจะทำดีมากมายอย่างไร มันก็ก้าวหน้าไปไม่ได้

หนิบุคคลผู้ที่ไม่เชื่อกรรมไม่เชื่อผลของกรรม แล้วมันก็อย่างว่า ก็ดิ้นไปแล้วบัดนี้นะ เสียใจ ไปโทษผู้บังคับบัญชานู้น ว่าผู้บังคับบัญชาลำเอียง

ตนทำดีแทบตาย ไม่มีใครเหลียวแลเลย อย่างนี้ มันไม่ถูกต้อง คนเรามันต้อง เชื่อกรรมเชื่อผลของกรรม ถ้าตนทำดีในปัจุบันนี้ เต็มที่แล้ว ยังไม่มีใครยกย่องสรรเสริญ ก็แสดงว่ามันมีกรรมชั่วที่ตัวทำมาแต่ก่อนนั้น มาสะกัดกั้นไว้ มันจึงเป็นอย่างนั้น

หนิถ้าผู้ใดนึกถึงกรรมในอดีตที่ตนทำมา ได้อย่างนี้แล้ว ก็ไม่ต้องไปยกโทษใครแหละไม่ต้องไปโทษใคร ถึงแม้ว่าผู้บังคับบัญชาจะลำเอียง ลำเอียงนั้นก็เข้าใจว่า เป็นกรรมของผู้นั้นเอง ดลบันดาลให้ผู้บังคับบัญชาไม่ชอบใจ กับผู้นั้น

เพราะว่ากรรมของตัวเองน่ะ มันไปบันดาล ต้องนึกอย่างนั้น เมื่อนึกถึงกรรมของตัวเองแล้วอย่างนี้ มันก็ไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่นล่ะบัดนี้

ไม่ไปโทษผู้อื่น ก็ก้มหน้าใช้กรรมไป เมื่อกรรมอันนั้นมันหมดอายุลงเมื่อใด ผู้นั้นทำความดีไม่ท้อไม่ถอย มันก็ค่อยเจริญขึ้นโดยลำดับไป อย่างนี้..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ - อริยสัจ4 ธรรมทำให้ใกล้พระนิพพาน
https://youtu.be/5eMGXVw2cWc?t=15m33s
(15:33 - 17:30)