Showing posts with label หลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง. Show all posts
Showing posts with label หลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง. Show all posts

3.1.17

"อัตตนา โจทยัตตานัง จงกล่าวโทษโจทความผิดของตัวไว้เสมอ" อย่าไปยุ่งกับคนอื่น คตินี้ นักปฏิบัติทุกคนเขาจะประณามตัวเองเข้าไว้เสมอ

BY Somchatchai IN No comments

=>คำสอนหลวงพ่อเรื่อง "พิจารณาตน"<=..

.. "อัตตนา โจทยัตตานัง จงกล่าวโทษโจทความผิดของตัวไว้เสมอ" อย่าไปยุ่งกับคนอื่น คตินี้ นักปฏิบัติทุกคนเขาจะประณามตัวเองเข้าไว้เสมอ อารมณ์ยุ่งอยู่กับกามราคะนิดหนึ่งเขาจะ ประณามว่าเลวทันที ของอะไรก็ดี ถ้าชมว่าสวย ชมว่างาม
เมื่อรู้สึกขึ้นมา ก็รู้สึกว่าใจของเรามันเลวเสียแล้วรึนี่ แค่นี้เขาตำหนิตัวเขาแล้ว แล้วยิ่งไปเพ่งโทษของบุคคลอื่น ไปแสดงอารมณ์อิจฉาริษยาบุคคลอื่น ทำให้บุคคลอื่นได้รับความเร่าร้อน นั่นแสดงว่ากิเลสมันไหลออกมาทางกายและทางวาจา
มันล้นออกมาจากใจ มันเลวเกินที่จะเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ นี่เราต้องประณามอย่างนี้ แล้วทางที่ไปจะไปไหน เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ยังเป็นไม่ได้ ต้องไปขึ้นต้นมาจากนรก มันไม่เหมาะสำหรับเรา "นี่เราต้องประณามตัวไว้เป็นปกติอย่าเที่ยวประณามคนอื่นเขา"
จงอย่าคิดว่าคนอื่นจะต้องมาลงโทษเรา ก่อนที่คนอื่นจะลงโทษ "กรรมที่เราทำความชั่ว มันก็ทำความเร่าร้อนให้เกิดขึ้นแก่เรา" ใครเขาพูดความชั่วคราวใดเราก็สะดุ้งเพราะเรามันเลว พระพุทธเจ้าตรัสว่า อัตตนา โจทยัตตานัง จงเตือนตนไว้เสมอ
และจงโจทย์ตน กล่าวโทษตนไว้เป็นปกติ "หาความชั่วของตัว" อย่าไปหาความชั่วของบุคคลอื่น ถ้าเลวมากเมื่อไหร่ เราก็เพ่งเล็งความเลวของบุคคลอื่นมากเท่านั้น ถ้าเราดีมากเท่าไหร่เราก็ไม่มองเห็นความเลวของบุคคลอื่น "เพราะยอมรับนับถือกฎของกรรม"
ที่เรายังไปหาความเลวของบุคคลอื่น เสียดสี เขาบ้าง พูดกระทบกระเทียบเขาบ้าง ทำลายความสุขใจเขาบ้างนั่นแสดงว่า เรามันเลวที่สุดของความเลวคือ "ความเลวมันไม่ได้ขังอยู่เฉพาะในใจ" มันไหลออกมาทางกาย ไหลออกมาทางวาจา เพราะมันล้น เลวจนล้น
นี่ขอทุกท่านจงจำไว้ "อย่าไปมองดูความเลวของคนอื่น มองดูความเลวของตน ไม่ต้องไปปรับปรุงบุคคลอื่น ปรับปรุงเราเองให้มันดีที่สุด" ..


(หลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
ที่มา..โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม ๑ หน้าที่ ๙


 https://www.facebook.com/504308093014272/photos/a.504312723013809.1073741828.504308093014272/792098537568558/?type=1&theater

10.5.16

เป็นเครื่องจักรกลที่บริหารตนเองโดยอัตโนมัติ ร่างกายนี้ค่อยเจริญขึ้นและเสื่อมลงมีการสลายตัวไปในที่สุด

BY Somchatchai IN No comments


..เราคือจิตที่มีสภาพไม่แก่ไม่ตาย ไม่สลายตัวที่เข้ามาอาศัยร่างกายที่ประกอบไปด้วย ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันเป็น นามธรรม ๔ อย่าง เป็นเครื่องประกอบ

เป็นเครื่องจักรกลที่บริหารตนเองโดยอัตโนมัติ ร่างกายนี้ค่อยเจริญขึ้นและเสื่อมลงมีการสลายตัวไปในที่สุด

พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้ตัด ฉันทะ ความพอใจในสรรพสังขารทั้งหมดเสียให้ได้ และให้ตัด ราคะ คือความกำหนัดยินดีในสรรพสังขารทั้งหมด คือ ไม่ยึดอะไรเลยในโลกนี้ว่าเป็นเรา เป็นของเรา ไม่มีอะไรในเรา เราไม่มีในอะไรทั้งสิ้น

เราคือจิตที่มีคุณวิเศษดีกว่าอัตภาพทั้งปวง เราเกลียดสรรพวัตถุทั้งหมด เราไม่ยอมรับสรรพวัตถุ แม้แต่เรือนร่างที่เราอาศัยนี้ว่าเป็นของเราและเป็นเรา เราปล่อยแล้วในความยึดถือ แต่จะอาศัยอยู่ชั่วคราวเพื่อสร้างสรรค์ความดี..

http://www.jetovimut.com/forum/index.php?topic=1208.0
บางส่วนจาก กายคตานุสสติกรรมฐาน
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีฯ)

12.1.16

เห็นคนอื่นเลวนี่ ก็กลายเป็นสร้างความเลวให้เกิดขึ้นแก่ใจเรา

BY Somchatchai IN No comments


4.1.16

ไม่มีใครอยากทำความชั่ว อยากเลว เเต่เป็นเพราะกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศล มันส่งผลบังคับให้เขาต้องเป็นไปอย่างนั้นเอง

BY Somchatchai IN No comments

"ให้ดูจิตในปัจจุบันธรรมอยู่เสมอ อย่าตำหนิใครทั้งสิ้น ให้เห็นความเป็นไปของกฏของกรรม ไฟโทสะ ราคะ โมหะ ก็จักบรรเทาลงด้วยการเห็นตามความเป็นจริง

ไม่มีใครอยากทำความชั่ว อยากเลว เเต่เป็นเพราะกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศล มันส่งผลบังคับให้เขาต้องเป็นไปอย่างนั้นเอง 

ตัวเรา จิตเราเท่านั้นที่พึงสำรวมไว้ อย่าให้หลงไปในกิเลส ตัณหา อุปาทาน และอกุศลกรรมให้มากจนเกินไป จงกล่าวโทษโจทย์ตัวเองเอาไว้เสมอ ถ้าจิตมีสติ สัมปชัญญะ รู้ธรรมปัจจุบัน ก็จักรู้การรักษาความดีในจิตของตนให้ตั้งมั่น 

ตราบนั้นก็จักไม่มีใครเลว เห็นแต่ธรรมที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปเท่านั้น"

  คำสอนสมเด็จองค์ปฐม
ธรรมที่นำไปสู่ความหลุดพ้น เล่มที่ ๑๓ หน้า ๑๓๔
รวบรวมโดย : พล.ต.ท. นพ.สมศักดิ์ สืบสงวน

พระราชพรหมยานมหาเถระ
หลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=566667090134233&set=a.227862290681383.58975.100003728421853&type=3&theater