Showing posts with label หลวงปู่ชา สุภัทโท. Show all posts
Showing posts with label หลวงปู่ชา สุภัทโท. Show all posts

4.8.21

ปทปรมะบุคคล คือบอกให้ฟังก็เหมือนไม่ได้บอก ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากเข้าใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นบุคคลที่หลุดพ้นไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า

BY Somchatchai IN No comments

 พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) 


..ปทปรมะบุคคล คือบอกให้ฟังก็เหมือนไม่ได้บอก ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากเข้าใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นบุคคลที่หลุดพ้นไปจากคำสอนของพระพุทธเจ้า 

 คนสอนยาก... สอนไม่ได้... เป็นคนเสียคนคนอย่างนี้ พระพุทธเจ้าท่านทิ้ง เพราะเป็นคนสอนไม่ได้ 

 ใครเป็นคนประเภทสุดท้ายนี้บ้าง ? เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ แม้คนที่ได้รับการศึกษาสูง ๆ ก็เป็นได้ คนไม่ได้เรียนก็เป็นได้

 เป็นเพราะกรรม เป็นเพราะกำเนิดและทิฐิมานะของเขา.. 

 

 บางส่วนจาก พระธรรมเทศนา พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) - คนถูกทิ้ง http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_cha/lp-cha_66.htm

10.5.19

อารมณ์มีขึ้นมาเรารู้จักอารมณ์สิ เราจะวิ่งตามอารมณ์ทำไม เราต้องรู้จักอารมณ์ อารมณ์มันเป็นของไม่แน่นอน

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่ชา สุภัทโท ..อารมณ์มีขึ้นมาเรารู้จักอารมณ์สิ เราจะวิ่งตามอารมณ์ทำไม เราต้องรู้จักอารมณ์ อารมณ์มันเป็นของไม่แน่นอน..

บางส่วนจาก เทศนาธรรม น้ำไหลนิ่ง - หลวงปู่ชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร)
https://youtu.be/2_2gzV03PNs?t=31m23s (31:23 - 31:30)

13.8.18

แกเป็นคนละเอียดดี ใจบุญ เป็นระเบียบ วันหนึ่งก็คิดได้ เห็นศาลาในป่าที่คนไปพักอยู่ใต้ร่มไม้ก็คิดว่าเราจะมาสร้างศาลานี่ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้บุญ พ่อค้าพ่อขายไปมาจะได้พักผ่อนหย่อนใจ จะได้มีความสุขสบาย คิดแล้วก็ไปทำๆอย่างดีอยู่ในป่าเพื่อให้คนพัก เมื่อทำเสร็จแล้วต่อไปแกก็ตายวิญญาณไปเกาะอยู่ที่ตรงนั้น คือมันเกาะแต่เมื่อมีชีวิตอยู่น่ะเมื่อสร้างศาลาแล้วแกก็พยายามไปดู มันสกปรกที่ไหนคนมาพักนี่มันเป็นอะไรยังไง

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่ชา สุภัทโท ..แต่แกเป็นคนละเอียดดี ใจบุญ เป็นระเบียบ วันหนึ่งก็คิดได้ เห็นศาลาในป่าที่คนไปพักอยู่ใต้ร่มไม้ก็คิดว่าเราจะมาสร้างศาลานี่ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้บุญ พ่อค้าพ่อขายไปมาจะได้พักผ่อนหย่อนใจ จะได้มีความสุขสบาย

คิดแล้วก็ไปทำๆอย่างดีอยู่ในป่าเพื่อให้คนพัก เมื่อทำเสร็จแล้วต่อไปแกก็ตายวิญญาณไปเกาะอยู่ที่ตรงนั้น คือมันเกาะแต่เมื่อมีชีวิตอยู่น่ะเมื่อสร้างศาลาแล้วแกก็พยายามไปดู มันสกปรกที่ไหนคนมาพักนี่มันเป็นอะไรยังไง ถ้าคนทำไม่ดีแล้วแกก็ใจไม่ค่อยดี ถ้าคนทำดีแกก็ใจสบาย เพราะแกเป็นคนใจบุญสุนทร์ทาน ละเอียดเจ้าระเบียบ,

..อย่างโยมนี่ชอบอยากจะเป็นเปรต…เปรตอะไร…เปรตอย่างละเอียด…เปรตยังไง อาตมาจะเล่านิทานให้ฟัง ก็น่าฟังเหมือนกันนะ ไม่อยากจะเล่าหรอกมันยาว แต่ว่าควรจะเล่าก็เล่าให้ฟัง

จะพูดสั้นๆ ให้มันคุ้มแต่มันทำไม่ได้นะ ท่านบอกว่า…มีคนๆหนึ่ง เป็นคนที่ใจบุญสุนทร์ทาน ตั้งแต่เป็นฆราวาสอยู่อะไรจะเป็นบุญอะไรจะเป็นกุศลแกพยายามไปทำ แกก็ทำให้มันดีทำให้มันละเอียดทุกอย่างแหละ วางของที่นี่วางไว้ตรงนี้ ตรงนั้น วางไว้ตรงนั้น

ถ้าลูกหลานจับมาเคลื่อนก็บ่นเสียแล้ว…ไม่สบายใจนะ ไม้กวาดต้องวางตรงนี้ กาน้ำวางตรงนั้น เมื่อใคร มาทำให้ผิดหวัง…ทุกข์เสียแล้ว

แต่แกเป็นคนละเอียดดี ใจบุญ เป็นระเบียบ วันหนึ่งก็คิดได้ เห็นศาลาในป่าที่คนไปพักอยู่ใต้ร่มไม้ก็คิดว่าเราจะมาสร้างศาลานี่ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้บุญ พ่อค้าพ่อขายไปมาจะได้พักผ่อนหย่อนใจ จะได้มีความสุขสบาย

คิดแล้วก็ไปทำๆอย่างดีอยู่ในป่าเพื่อให้คนพัก เมื่อทำเสร็จแล้วต่อไปแกก็ตายวิญญาณไปเกาะอยู่ที่ตรงนั้น คือมันเกาะแต่เมื่อมีชีวิตอยู่น่ะเมื่อสร้างศาลาแล้วแกก็พยายามไปดู มันสกปรกที่ไหนคนมาพักนี่มันเป็นอะไรยังไง ถ้าคนทำไม่ดีแล้วแกก็ใจไม่ค่อยดี ถ้าคนทำดีแกก็ใจสบาย เพราะแกเป็นคนใจบุญสุนทร์ทาน ละเอียดเจ้าระเบียบ

อีกวันหนึ่งพ่อค้าเกวียนมาหลายร้อยเลยมาพัก เมื่อกินข้าวแล้วก็นอนกันเป็นแถว เจ้าของศาลาเป็นเปรตก็มามองดูมันเป็นระเบียบหรือเปล่า…ย่องมาดู มาดูทางศีรษะมันก็ไม่เสมอกันเสียแล้ว บางคนสูงๆ บางคนต่ำๆ มันยุ่งหัวใจเหลือเกิน จะทำอย่างไรดี ก็มาดึงทางเท้าให้มันลงไปให้ศีรษะมันเสมอกัน ดึงไปสุดแถวพอใจแล้วเรียบร้อย

ต่อมาๆดูทางเท้าอีก อ้าวไม่เสมอกันอีกแล้ว ก็ไปดึงศีรษะขึ้นไปอีกให้มันเสมอกัน เมื่อเสมอกันดีแล้ววนไปรอบๆ ไปดูทางศีรษะ อ้าวไม่เสมอกันอีก…เปลี่ยนอีก ยุ่งจนกระทั่งดึก จนทอดอาลัย มันเป็นเพราะอะไรหนอคน เท่านี้แหละ คนเรามันหลง…ไม่หลงมากหรอกหลงเท่านี้เปรตมันหลงแล้ว

ก็เลยมานั่งคิดดูว่า อ้อ…คนมันสั้นยาวไม่เสมอกัน ความสั้นความยาวของคนไม่เสมอกัน ก็มารู้สึก เอ้อ…วางเสียมันอย่างนี้แหละคนเราเพราะมันสูงมันต่ำไม่เสมอกันอย่างนั้น แกก็เลยวาง…เพราะเห็นอะไร เพราะเห็นว่าคนมันไม่เสมอกัน แต่ก่อนเห็นคนให้มันเสมอกัน คนไม่เสมอกันทำให้เสมอกัน มันเสมอไม่ได้ แกก็เป็นทุกข์มานั่งคิด

เออ…ความจริงคนมันเป็นอย่างนั้น คนมันสั้นมันยาวไม่เสมอกัน มันจึงเป็นอย่างนี้ พอเห็นได้เช่นนี้ก็สบายเลยนะ สบายใจ..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนาหลวงปู่ชา สุภัทโท - เรื่องของเปรต
http://anuchah.com/clinging/

21.7.18

พระอริยบุคคลขั้นแรกท่านจึงไม่เข้าไปสู่อบาย ตรงแน่วแน่ไปเลย ไม่มีชาติที่ ๘ เกิดขึ้น เพราะอะไร เพราะมันแน่นอนแล้วน่ะสิ มันแน่นอนแล้ว เมื่อเข้าหนทาง ก็ไม่ได้สงสัย ทีนี้ค่อยเคลื่อนไป ไม่ได้มีความสงสัย ไม่ถึงวันใดก็ต้องถึงวันหนึ่ง จะให้กลับมาทำบาปทำกรรมด้วยกายด้วยวาจาอีกไม่มี พ้นจากความเดือดร้อนที่จะเป็นนรกแล้ว ฉะนั้น ท่านจึงว่าอริยบุคคลพ้นอบายภูมิ จิตก็ไม่ไปถึงอบาย ไม่ไปสู่อบาย จึงเป็นผู้ไม่กลับ คือไม่กลับมาทำชั่ว ใจนั้นทำความชั่วไม่ได้อีก

BY Somchatchai IN No comments

พระโพธิญาณเถร(ชา สุภทฺโท) ..เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดอยู่ที่จิตของเรา จะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม มีพระพุทธ มีพระธรรม มีพระสงฆ์อยู่เรื่อยไปในจิตผู้นั้น ฉะนั้น ผู้นี้จึงไม่กล้ากระทำบาป พระอริยบุคคลขั้นแรกท่านจึงไม่เข้าไปสู่อบาย ตรงแน่วแน่ไปเลย ไม่มีชาติที่ ๘ เกิดขึ้น

เพราะอะไร เพราะมันแน่นอนแล้วน่ะสิ มันแน่นอนแล้ว เมื่อเข้าหนทาง ก็ไม่ได้สงสัย ทีนี้ค่อยเคลื่อนไป ไม่ได้มีความสงสัย ไม่ถึงวันใดก็ต้องถึงวันหนึ่ง จะให้กลับมาทำบาปทำกรรมด้วยกายด้วยวาจาอีกไม่มี พ้นจากความเดือดร้อนที่จะเป็นนรกแล้ว

ฉะนั้น ท่านจึงว่าอริยบุคคลพ้นอบายภูมิ จิตก็ไม่ไปถึงอบาย ไม่ไปสู่อบาย จึงเป็นผู้ไม่กลับ คือไม่กลับมาทำชั่ว ใจนั้นทำความชั่วไม่ได้อีก อันนี้จะได้เห็นเองว่าใจมันทำไม่ได้ ก็แปลว่ามันเปลี่ยนไป เป็นอริยชาติไปแล้ว

มันกลับมาไม่ได้แล้ว มันเปลี่ยนไปชาตินี้เอง เรื่องเหล่านี้จะรู้จักเฉพาะเจ้าของเอง..

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนา พระโพธิญาณเถร(ชา สุภทฺโท) - เห็นธรรม เป็นธรรม ก็มีดวงตาเห็นธรรม
http://anuchah.com/seeing-dhamma/

19.5.18

ไอ่ความดีไม่ต้องใครเห็นหรอก ไปทำอยู่บนอากาศ ทำดีแล้ว ก็ดีอยู่นั่นแหละ ใจเรารู้อยู่ ไปทำอยู่ในน้ำ มันก็ดีอยู่ เป็นสักขีภูโต เอาตัวเองเป็นพยานของตัว

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่ชา สุภัทโท ..ไอ่ความดีไม่ต้องใครเห็นหรอก ไปทำอยู่บนอากาศ ทำดีแล้ว ก็ดีอยู่นั่นแหละ ใจเรารู้อยู่ ไปทำอยู่ในน้ำ มันก็ดีอยู่ เป็นสักขีภูโต เอาตัวเองเป็นพยานของตัว

ไม่เอาคนอื่นเป็นพยาน อันนี้มันจริง คนอื่นเป็นพยานมันพลิกแพลงไปหน้า อย่างงั้นการจะทำความดีความชั่วทั้งหลายนั้น ให้รู้จักตัวซะก่อน บางคนจะทำความผิดก็มองดูครูอาจารย์ มองดูพ่อแม่ ไม่เห็นก็รีบทำซะ

นะ ดีใจว่าพ่อไม่เห็นเรา แม่ไม่เห็นเรา นายไม่เห็นเรา ก็ดีใจ นั่นคือโง่ที่สุด ดีใจแล้วที่คนไม่เห็น ไอ้ตัวเราที่เป็นคนน่ะ ไม่เป็นคนหรือที่เราทำนั่นน่ะ นั่นก็มองข้ามตัวเองเท่านั้นแล้ว

ตัวเราทำนั่นล่ะคือคน คนอื่นไม่เห็น ก็ตัวเราหนิเห็นตัวเรา อย่างงั้นการกระทำดีที่ไหนไม่เสีย ทำชั่วที่ไหนไม่เสีย ไม่ต้องเป็นโลกวัชชะ เป็นธรรมาธิปไตย การทำดีทำถูกต้องเป็นพยานในตัวของมันแล้ว น่ะ

ถ้าเราคิดอะไรต่างๆ ถ้าเราทำไม่ดี เค้าว่าดีก็ไปเชื่อในใจ ก็เห็นนี้ เรารู้จักอยู่ น่ะ เราทำดี เค้าว่าไม่ดี เราก็ดีใจอยู่ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะเราเห็นตัวเราอยู่อย่างนี้ ถ้าเห็นตัวเช่นนี้แล้วก็เอาล่ะ น่ะ เอาล่ะ เป็นคนสมบูรณ์แล้ว รู้จักรักษาตัวของเรา

ไอ้ที่คนเราทำชั่ว เค้าว่าดีก็ดีใจ เราทำดีอยู่ เค้าว่าเราทำชั่วก็เสียใจ คือเป็นคนอนาถา ไม่มีที่พึ่งน่าสงสารเหมือนกันนะ ก็วิ่งไปวิ่งมา วิ่งไปวิ่งมา ทุกข์ตลอดกาลตลอดเวลาอย่างนี้

ก็เพราะเราไม่รู้จัก ถ้าเรารู้จักความเป็นจริงแล้วก็ หัวใจพุทธศาสนา ก็หยิบเข้ามาใส่หัวใจเรา สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง กุสะลัสสูปะสัมปะทา สะจิตตะปะริโยทะปะนัง จะมารวมอยู่ที่นี่ เมื่อทำเมื่อพูดต้องรู้ที่นี่ 

ไม่มีอะไรแล้วก็ทำ เป็นอยู่ เป็นปกติ สีเลนะ โดยปกติ จิตมันเป็นปกติ ไม่มีอะไร ใครจะว่าชั่วว่าดี ก็ปกติ ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา ก็เพราะเราเห็นหนิ อันนี้เราไม่เชื่อตัวของเรา..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงปู่ชา สุภัทโท - หัวใจพุทธศาสนา อาหารใจ
https://youtu.be/kv2a1aivRzc?t=13m44s (13:44 - 16:18)

16.5.18

คำว่า “ทางสายกลาง” ไม่ได้หมายถึงในด้านกาย และวาจาของเรา แต่หมายถึงในด้านจิตใจ เมื่อถูกอารมณ์มากระทบ ถ้าอารมณ์ที่ไม่ถูกใจมากระทบกระทั่ง ก็ทำให้วุ่นวาย ถ้าจิตวุ่นวายหวั่นไหวเช่นนี้ ก็ไม่ใช่หนทาง เมื่ออารมณ์ที่ดีใจเกิดขึ้นมาแล้วก็ดีอกดีใจ ติดแน่นอยู่ในกามสุขัลลิกานุโยโค อันนี้ก็ไม่ใช่หนทาง

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่ชา สุภัทโท ..คำว่า “ทางสายกลาง” ไม่ได้หมายถึงในด้านกาย และวาจาของเรา แต่หมายถึงในด้านจิตใจ

เมื่อถูกอารมณ์มากระทบ ถ้าอารมณ์ที่ไม่ถูกใจมากระทบกระทั่ง ก็ทำให้วุ่นวาย ถ้าจิตวุ่นวายหวั่นไหวเช่นนี้ ก็ไม่ใช่หนทาง

เมื่ออารมณ์ที่ดีใจเกิดขึ้นมาแล้วก็ดีอกดีใจ ติดแน่นอยู่ในกามสุขัลลิกานุโยโค อันนี้ก็ไม่ใช่หนทาง..,

..สมเด็จพระบรมศาสดา ท่านทรงเห็นสัตว์ทั้งหลายติดอยู่ในทางทั้งสอง ไม่เห็นทางสายกลางของธรรมะ ท่านจึงทรงยกทางทั้งสองขึ้นมา แสดงให้เห็นโทษในทางทั้งสองนั้น ถึงเช่นนั้นพวกเราทั้งหลายก็ยังพากันติดพากันปรารถอยู่ร่ำไป ฉะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ทางทั้งสองอย่างนั้นเป็นทางที่ลุ่มหลง ไม่ใช่ทางของสมณะ คือไม่ใช่ทางที่สงบระงับ

อัตตกิลมถานุโยโค และกามสุขัลลิกานุโยโค ก็คือ ทางตึง และทางหย่อนนั่นเอง ถ้าเราน้อมเข้ามาพิจารณาให้เห็นในปัจจุบัน ทางตึงก็คือความโกรธ อันเป็นทางเศร้าหมอง ท่านเรียกอัตตกิลมถานุโยโค เดินไปแล้วก็เป็นทุกข์ลำบาก

กามสุขัลลิกานุโยโคก็คือ ความดีใจ ความพอใจ ความดีใจนี้ก็เป็นทางไม่สงบ ทางทุกข์ก็เป็นทางไม่สงบ เราจะเห็นได้ว่าสมเด็จพระบรมศาสดาท่านว่า เมื่อได้เห็นความสุขแล้วให้พิจารณาความสุขนั้น ท่านไม่ให้ ติดอยู่ในความสุข

คือ ท่านให้วางทั้งสุขและทุกข์ การวางทั้งสองได้นี้เป็นสัมมาปฏิปทา ท่านเรียกว่าเป็นทางสายกลาง

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงปู่ชา สุภัทโท - ทางสายกลาง (หนังสือ หมวด: นอกเหตุเหนือผล)
http://anuchah.com/the-middle-way-within/

อิริยาบทเสมอนี้ ท่านว่าพูดถึงจิตของเรา ตามรู้จิตของเราเท่านั้น

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่ชา สุภัทโท  ..อิริยาบทเสมอนี้ ท่านว่าพูดถึงจิตของเรา ตามรู้จิตของเราเท่านั้น,

..การยืนเดินนั่งนอนนี่ให้เสมอกัน ท่านบอกไว้ในธรรมะ การปฏิบัติ ปฏิบัติให้มันสม่ำเสมอกัน ให้อิริยาบทเสมอกัน อิริยาบทคืออะไร คือการยืน การเดิน การนั่ง การนอน ให้มันเสมอ คิดไม่ออก ให้มันเสมอนี่ 

หรือว่าตรงที่ว่า นอน 2 ชม. ก็ยืน 2 ชม. นั่งก็ 2 ชม. นะคงจะไปแบบนี้ล่ะ อาตมาก็มาทำดู มันไปไม่ได้ล่ะ มันไปไม่ได้ ไปไม่ได้แน่นอนเลย จะยืน 2 ชม. หรือ นั่งก็ 2 ชม. เดินก็ 2 ชม. นอนก็ 2 ชม. เรียกอิริยาบทมันเสมอกัน ทีนี้เราฟังผิด ฟังตามแบบมันผิด

อิริยาบทเสมอนี้ ท่านว่าพูดถึงจิตของเรา ตามรู้จิตของเราเท่านั้น ไม่ต้องไปพูดเพื่อใคร คือทำจิตของเราให้เกิดปัญญาแล้ว ให้มันมีปัญญา ให้มันสว่าง ไอ้ความรู้หรือปัญญาของเรานั้น

เมื่อเราอยู่ อิริยาบท ยืนหรือเดินนั่งนอน รู้อยู่เสมอ เข้าใจอยู่เสมอ ในอารมณ์อะไรต่างๆ แม้ฉันจะยืนอยู่ก็ช่าง จะนอนก็ตาม จะเดิน หรือจะยืนก็ช่างแหละ ฉันจะรู้อารมณ์อยู่เสมอกัน ว่าอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ มันก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเท่านั้น

คำพูดอย่างนี้ก็เป็นไป ความรู้สึกก็รู้อย่างนั้นเป็นไป ตอนนั้นก็เป็นอย่างงั้น เมื่อเกิดอารมณ์ก็ให้เราเห็นอนิจจังทุกขังอนัตตาตลอดเวลาอยู่อย่างงั้น จะยืนจะเดินจะนั่งจะนอน ให้มีความเห็นอยู่อย่างงั้น..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงปู่ชา สุภัทโท - นอกเหตุเหนือผล
https://youtu.be/lci3N77Sy6I?t=29m37s (29:37 - 31:36)

8.4.18

ดูปัจจุบันขณะนี้ ดูใจประกอบอารมณ์ขณะนี้ ดูความโลภจะเกิดขึ้นขณะนี้ ดูมันเกิดขณะนี้ ดูมันดับขณะนี้ รู้มันเดี๋ยวนี้

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่ชา สุภัทโท ..ดูปัจจุบันขณะนี้ ดูใจประกอบอารมณ์ขณะนี้ ดูความโลภจะเกิดขึ้นขณะนี้ ดูมันเกิดขณะนี้ ดูมันดับขณะนี้ รู้มันเดี๋ยวนี้,

..เออ!...ท่านบอกว่า "อดีตล่วงมาแล้วอย่าเอามาคำนึงถึง อย่าเอามาหมาย อนาคตยังมาไม่ถึงให้ทิ้ง ดูปัจจุบันเดี๋ยวนี้แหละความบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์ก็ตาม ดูเดี๋ยวนี้ ดูปัจจุบันขณะนี้ ดูใจประกอบอารมณ์ขณะนี้ ดูความโลภจะเกิดขึ้นขณะนี้ ดูมันเกิดขณะนี้ ดูมันดับขณะนี้ รู้มันเดี๋ยวนี้

ดูขณะนี้อย่าไปดูเมื่อวานนี้เมื่อก่อนนี้ ปีหน้าโน้น ให้ดูเดี๋ยวนี้ ให้ลงที่นี่การปฏิบัติของเรา ทิ้งอดีตแล้วก็ทิ้งอนาคต แล้วก็ดูปัจจุบันเท่านี้แหละเราจะผ่านไปทำไมให้มากมาย ดูนี้แหละ ดูอยู่นี่ในปัจจุบันนี้ วันนี้เกิดขึ้นมาก็ ดูนี่ พรุ่งนี้มะรืนนี้ก็ไม่พูดถึง ดูใจของเราวันนี้แหละ

ขณะถูกอารมณ์ก็แก้มันไปปัจจุบันเรื่อยๆ ความบริสุทธิ์อยู่ตรงปัจจุบันนี้อนาคตก็ไม่บริสุทธิ์ อดีตก็ไม่บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ในปัจจุบันนี้เท่านั้นความยึดมั่นหมายมั่นในปัจจุบันก็เป็นทุกข์ใจปัจจุบัน ไม่บริสุทธิ์เดี๋ยวนี้

ดังนั้นท่านจึงว่าความบริสุทธิ์อยู่ที่ปัจจุบัน "ปัจจุบันธรรม"ของเรา ไม่ต้องไปสนใจทำผิด ทำชั่ว ทำดี ทำร้ายมาในอดีตก็ตามปล่อยไป อนาคตก็ปล่อยมันไป ดูแต่ปัจจุบัน..


บางส่วนจาก พระธรรมเทศนา หลวงปู่ชา สุภัทโท - ผู้ตามรักษา
http://www.ubu.ac.th/wat/ebooks/chahthai/One_Who_Protects.php

23.3.18

..ฝึกจิตนี้ ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ..บริสุทธิ์จริงๆมันต้องเหนือดีเหนือชั่วขึ้นไปอีก ..สงบไม่ใช่สงบในจิตไปสงบอย่างงั้น มันสงบจากสุขหรือทุกข์ ..จนทำว่ามันไม่มีสุขมีทุกข์ซะ ในใจของเรานั่น นั่นแหละมันสงบ ตรงนี้วิชานี้เราไม่ค่อยจะเรียนกัน ..เอาแต่ถูก ผิดไม่เอา ไม่มีผิดมีถูกนั่นไม่เอา

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่ชา สุภัทโท  ..ฝึกจิตนี้ ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ ..บริสุทธิ์จริงๆมันต้องเหนือดีเหนือชั่วขึ้นไปอีก ..สงบไม่ใช่สงบในจิตไปสงบอย่างงั้น มันสงบจากสุขหรือทุกข์ ..จนทำว่ามันไม่มีสุขมีทุกข์ซะ ในใจของเรานั่น นั่นแหละมันสงบ ตรงนี้วิชานี้เราไม่ค่อยจะเรียนกัน ..เอาแต่ถูก ผิดไม่เอา ไม่มีผิดมีถูกนั่นไม่เอา//

..สงบ เพื่อให้มันสงบ ให้รู้จักผู้ที่รับอารมณ์ ในตัวตนกำหนดคืออะไร ดังนั้นท่านจึงให้ตามจิตขึ้นไป ตามผู้รู้ ผู้จิตนี้ ให้จิตนี้ ฝึกจิตนี้ ให้เป็นผู้บริสุทธิ์ บริสุทธิ์แค่ไหน บริสุทธิ์แค่ดี เอาให้ดี นี่ก็ไม่ได้ บริสุทธิ์จริงๆมันต้องเหนือดีเหนือชั่วขึ้นไปอีก มันจึงเครื่องบริสุทธิ์เหนือบริสุทธิ์ขึ้นไปอีก มันถึงจะหมดนี่

ฉะนั้นที่เราปฏิบัตินั่งสมาธินี่ สงบไปชั่วคราว สงบไปชั่วคราว เมื่อมันสงบแล้ว มันก็มีเรื่อง ถ้ามีเรื่อง มันก็มีผู้รู้เรื่อง มีผู้สืบคดี ไต่ตามติดต่อ วิพากษ์วิจารณ์ เมื่อไปสงบเฉยๆไม่มีอะไรหรอก โยม

สงบอยู่เฉยๆ บางทีท่านก็ คนที่ขังตัว ขังตัวหลาย ไปเห็นแต่ไอ้ความสงบนั่นแหละ คือการปฏิบัติที่แน่นอน สงบไม่ใช่สงบในจิตไปสงบอย่างงั้น มันสงบจากสุขหรือทุกข์ แต่ก่อนฉันจะเอาสุข ทุกข์ฉันไม่เอา พอฉัน ตามไปๆๆ โอ้ เอาสุขอย่างเดียวก็ไม่สบายอยู่แล้ว มันติดตามกัน

จนทำว่ามันไม่มีสุขมีทุกข์ซะ ในใจของเรานั่น นั่นแหละมันสงบ ตรงนี้วิชานี้เราไม่ค่อยจะเรียนกัน ไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่ค่อยรู้เรื่อง เอาแต่ถูก ผิดไม่เอา ไม่มีผิดมีถูกนั่นไม่เอา ไม่รู้ว่าจะเรียนไปทำไม เรียนไม่รู้ผิดรู้ถูก จะเอาถูก ผิดไม่เอา มันก็ตามกันไปอยู่..

บางส่วนจาก เทศนาธรรม น้ำไหลนิ่ง - หลวงปู่ชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร)
https://youtu.be/2_2gzV03PNs?t=23m58s (23:58 - 25:58)

20.3.18

ไม่มีสั้น มันก็ไม่มียาว ไม่มีผิด มันก็ไม่มีถูก แต่เราทุกวันหนิ เรียนกันไป ศึกษากันไป หาความผิด หาความถูก หาความดี ความชั่ว ไอ้ความไม่ผิดไม่ถูกนั่น ไม่รู้ จะให้แต่รู้ว่ามันผิดมันถูก

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่ชา สุภัทโท ..ไอ้ความไม่ผิดไม่ถูกนั่น ไม่รู้ จะให้แต่รู้ว่ามันผิดมันถูก..

..ตัวที่รับอารมณ์นั้นแหละ มันพาเราสุข มันพาเราทุกข์ มันพาเราผิด มันพาเราถูก ตัวนั่นแหละ ตัวนี้ก็ยกขึ้นมา แต่ว่ามันไม่มีตัวนะ ยกสมมติว่าเป็นตัวเฉยๆ แต่มันเป็นนามธรรม..

..ไม่มีสั้น มันก็ไม่มียาว ไม่มีผิด มันก็ไม่มีถูก แต่เราทุกวันหนิ เรียนกันไป ศึกษากันไป หาความผิด หาความถูก หาความดี ความชั่ว ไอ้ความไม่ผิดไม่ถูกนั่น ไม่รู้ จะให้แต่รู้ว่ามันผิดมันถูก..

..เราก็แสวงหาความผิดความถูก หรือแสวงเอาบุญ ก็แสวงไป รู้แต่บุญแต่บาป เรียนกันไป ตรงที่ว่าไม่มีบาปมีบุญนั่นน่ะ ไม่ได้เรียนกัน ไม่รู้จัก..,

..จิตคืออะไร คือที่รับ ผู้ที่รับอารมณ์นั่นแหละ มันถูกอารมณ์อันนี้มันดีใจมั้ง อารมณ์นั้นไม่ดีใจบ้างอย่างงี้ ตัวนั้นแหละ ตัวที่รับอารมณ์นั้นแหละ มันพาเราสุข มันพาเราทุกข์ มันพาเราผิด มันพาเราถูก ตัวนั่นแหละ

ตัวนี้ก็ยกขึ้นมา แต่ว่ามันไม่มีตัวนะ ยกสมมติว่าเป็นตัวเฉยๆ แต่มันเป็นนามธรรม ดีมันมีตัวมั้ย ชั่วมีตัวมั้ย สุขมีตัวมั้ย ทุกข์มีตัวมั้ย ไม่เห็นมันมี

มันกลมรึมันเป็นสี่เหลี่ยม มันสั้นมันยาวขนาดไหนรู้มั้ย หนิ นี่มันเป็นนามธรรม มันเปลี่ยนไม่ได้ แต่เรารู้ว่ามันมี อันนี้มันเป็นนาม ฉะนั้น ทั้งรูปและนามนี่มันไปด้วยกัน อาศัยซึ่งกันและกันไป

ท่านให้เอานามพิจารณารูป เอาใจพิจารณากาย เรียกว่า รูปธรรม นามธรรม 2 อย่างเท่านี้ ท่านจึงให้เริ่มจากจิตของเรา ทำจิตให้สงบ  ทำให้มันรู้

จิตนี้ มันรู้อยู่ มันก็สงบน่ะ บางคนก็มัน มันรู้ไม่เอา ให้มันสงบ จึงมันไม่มีอะไร ไม่รู้เรื่อง จะไปทำอะไรมัน ถ้ามันขาดคนคนนี้ เราจะไปอะไร ใช่มั้ย

ไม่มีสั้น มันก็ไม่มียาว ไม่มีผิด มันก็ไม่มีถูก แต่เราทุกวันหนิ เรียนกันไป ศึกษากันไป หาความผิด หาความถูก หาความดี ความชั่ว ไอ้ความไม่ผิดไม่ถูกนั่น ไม่รู้ จะให้แต่รู้ว่ามันผิดมันถูก

ฉันจะเอาถูก ผิดฉันไม่เอา จะเอาไปทำไม เอาถูกอีก มันก็ผิดอีกเท่านั้นแหละ มันถูกเพื่อผิดหนิ เราก็แสวงหาความผิดความถูก หรือแสวงเอาบุญ ก็แสวงไป รู้แต่บุญแต่บาป เรียนกันไป ตรงที่ว่าไม่มีบาปมีบุญนั่นน่ะ ไม่ได้เรียนกัน ไม่รู้จัก

เอาแต่เรื่องมันสั้นมันยาว เรื่องไม่สั้นไม่ยาวน่ะ เราไม่ศึกษากัน..

บางส่วนจาก เทศนาธรรม น้ำไหลนิ่ง - หลวงปู่ชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร)
https://youtu.be/2_2gzV03PNs?t=17m34s (17:34 - 20:08)

2.1.18

มิจฉาสมาธิ คือความที่จิตเข้าสู่สมาธิ เงียบ...หมด...ไม่รู้อะไร เลย ปราศจากความรู้ นั่งอยู่สองชั้วโมงก็ได้ กระทั่งวันก็ได้ แต่จิตไม่รู้ ว่ามันจะไปถึงไหน มันเป็นอย่างไร ไม่รู้เรื่อง นี่สมาธิอันนี้เป็นมิจฉา สมาธิ มันก็เหมือนมีดที่เราลับไห้คมดีแล้วแต่เก็บไว้เฉยๆ ไม่เอาไปใช้ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร อย่างนั้น

BY Somchatchai IN No comments

หลวงพ่อชา สุภัทโท : ..มิจฉาสมาธิ คือความที่จิตเข้าสู่สมาธิ เงียบ...หมด...ไม่รู้อะไร เลย ปราศจากความรู้ นั่งอยู่สองชั้วโมงก็ได้ กระทั่งวันก็ได้ แต่จิตไม่รู้ ว่ามันจะไปถึงไหน มันเป็นอย่างไร ไม่รู้เรื่อง นี่สมาธิอันนี้เป็นมิจฉา สมาธิ มันก็เหมือนมีดที่เราลับไห้คมดีแล้วแต่เก็บไว้เฉยๆ ไม่เอาไปใช้ มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร อย่างนั้น

ความสงบอันนั้นเป็นความสงบที่ หลง คือว่าไม่ค่อยรู้เนื้อรู้ตัว เห็นว่าถึงที่สุดแล้ว ก็ไม่ค้นคว้าอะไรอีก ต่อไป จึงเป็นอันตราย เป็นข้าศึกในขั้นนั้น อันนี้เป็นอันตราย ห้าม ปัญญาไม่ให้เกิด ปัญญาเกิดไม่ได้ เพราะขาดความรู้สึกรับผิดชอบ

ส่วนสัมมาสมาธิที่ถูกต้อง ถึงแม้จะมีความสงบไปถึงแค่ไหน ก็มีความรู้อยู่ตลอดกาล ตลอดเวลา มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ บริบูรณ์ รู้ตลอดกาล นี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่ไม่ให้หลงไป ในทางอื่นได้ นี่ก็ให้นักปฏิบัติเข้าใจไว้ให้ดี จะทิ้งความรู้นั้นไม่ได้ จะ ต้องรู้แต่ต้นจนปลายทีเดียว จึงจะเป็นสมาธิที่ถูกต้อง ขอให้สังเกตให้ มาก สมาธิชนิดนี้ไม่เป็นอันตราย..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) - ข้อควรระวัง ตัดตอนจาก การบรรยายที่ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_cha/lp-cha_18.htm

1.1.18

การทำสมาธินี้ อาจให้โทษแก่ผู้ปฏิบัติได้ ถ้าผู้ปฏิบัติไม่ใช้ ปัญญา และก็ย่อมให้คุณแก่ผู้ปฏิบัติได้มาก ถ้าผู้ปฏิบัติเป็นผู้มี ปัญญา สมาธิก็จะส่งจิตไปสู่วิปัสสนา

BY Somchatchai IN No comments

หลวงพ่อชา สุภัทโท : ..การทำสมาธินี้ อาจให้โทษแก่ผู้ปฏิบัติได้ ถ้าผู้ปฏิบัติไม่ใช้ ปัญญา และก็ย่อมให้คุณแก่ผู้ปฏิบัติได้มาก ถ้าผู้ปฏิบัติเป็นผู้มี ปัญญา สมาธิก็จะส่งจิตไปสู่วิปัสสนา สิ่งที่เป็นโทษแก่ผู้ปฏิบัตินั้น ก็คือการที่ผู้ปฏิบัติหลงติดอยู่ใน อัปปนาสมาธิ ซึ่งเป็นความสงบลึก และมีกำลังอยู่นานที่สุด

เมื่อจิต สงบก็เป็นสุข เมื่อเป็นสุขแล้วก็เกิดอุปาทาน ยึดสุขนั้นเป็นอารมณ์ ไม่ อยากจะพิจารณาอย่างอื่น อยากมีสุขอยู่อย่างนั้น เมื่อเรานั่งสมาธิอยู่ นานๆ จิตมันจะถลำเข้าไปง่าย พอเริ่มกำหนดมันก็สงบ แล้วก็ไม่ อยากทำอะไร ไม่อยากออกไปไหน ไม่อยากพิจารณาอะไร อาศัย ความสุขนั้นเป็นอยู่

อันนี้เป็นอันตรายแก่ผู้ประพฤติปฏิบัติอย่างหนึ่ง จิตต้องอาศัยอุปจารสมาธิ คือกำหนดเข้าไปสู่ความสงบแล้ว พอสมควร ก็ถอนออกมารู้อาการภายนอก ดูอาการภายนอกให้เกิด ปัญญา

อันนี้ดูยากสักหน่อยหนึ่ง เพราะมันคล้ายๆ จะเป็นสังขาร ความปรุงแต่ง เมื่อมีความคิดเกิดขึ้นมา เราอาจจะเห็นว่าอันนี้มันไม่ สงบ ความเป็นจริงความรู้สึกนึกคิดในเวลานั้น มันรู้สึกอยู่ในความ สงบ พิจารณาอยู่ในความสงบ แล้วก็ไม่รำคาญ

บางทีก็ยกสังขารขึ้น มาพิจารณา ที่ยกขึ้นมาพิจารณานั้น ไม่ใช่ว่าคิดเอา หรือเดาเอา มัน เป็นเรื่องของจิตที่เป็นขึ้นมาเองของมัน อันนี้เรียกว่า ความรู้อยู่ใน ความสงบ ความสงบอยู่ในความรู้ ถ้าเป็นสังขารความปรุงแต่ง จิต มันไม่สงบ มันก็รำคาญ

แต่อันนี้ไม่ใช่เรื่องปรุงแต่ง มันเป็นความรู้สึก ของจิตที่เกิดขึ้นจากความสงบ เรียกว่าการพิจารณา นี่ปัญญาเกิด ตรงนี้..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) - ข้อควรระวัง ตัดตอนจาก การบรรยายที่ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_cha/lp-cha_18.htm

15.12.17

ลองเอาไม้ไปเขี่ยมันออกจากมูตร ออกจากคูถดูสิ ตัวหนอนนั้นมันจะดิ้นกระเสือกกระสนไปทีเดียว มันจะดิ้นมาหากองคูถอย่างเก่า มันจึงจะสบาย

BY Somchatchai IN No comments

หลวงพ่อชา สุภัทโท : ลองเอาไม้ไปเขี่ยมันออกจากมูตร ออกจากคูถดูสิ ตัวหนอนนั้นมันจะดิ้นกระเสือกกระสนไปทีเดียว มันจะดิ้นมาหากองคูถอย่างเก่า มันจึงจะสบาย..

..ถ้ามีความเห็นถูกขึ้นในใจของเราแล้วอยู่ที่ไหนก็สบาย แต่เพราะเรายังมีความเห็นผิดอยู่ ยึดธรรมอันมีพิษอยู่ แล้วมันก็ไม่สบาย ที่เรายึดอยู่อย่างนี้ก็เหมือนกับตัวหนอนนั่นแหละ ที่อยู่ของมันก็สกปรก อาหารของมันก็สกปรก

ที่อยู่และอาหารของมันไม่ดีทั้งนั้น ไม่สมควร แต่ว่ามันสมควรกับหนอน ลองเอาไม้ไปเขี่ยมันออกจากมูตร ออกจากคูถดูสิ ตัวหนอนนั้นมันจะดิ้นกระเสือกกระสนไปทีเดียว มันจะดิ้นมาหากองคูถอย่างเก่า มันจึงจะสบาย อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น..

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนา พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท) ธรรมะเชิงอุปมาอุปมัย เรื่องหนอน
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_cha/lp-cha_42.htm

27.11.17

“นอกเหตุเหนือผล” ไม่ว่าจะทำอะไร ปัญญาของท่านให้นอกเหตุเหนือผล ให้นอกเกิดเหนือตาย นอกสุขเหนือทุกข์

BY Somchatchai IN No comments

ในทางพุทธศาสนาให้ทำเพื่อไม่ต้องการอะไร ถ้ามีเพื่ออะไรมันไม่หมด ทางโลกทำอะไรเรียกว่ามันมีเหตุผล พระพุทธองค์ท่านทรงสอนว่าให้ “นอกเหตุเหนือผล” ไม่ว่าจะทำอะไร ปัญญาของท่านให้นอกเหตุเหนือผล ให้นอกเกิดเหนือตาย นอกสุขเหนือทุกข์ ลองคิดตามไปซิ ลองพิจารณาไปตาม..

บางส่วนจาก นอกเหตุเหนือผล - หลวงปู่ชา สุภัทโท หนังสือ หมวด: นอกเหตุเหนือผล
http://anuchah.com/beyond-reasoning/

บางคนชอบพูดว่า ถ้าเราเกิดทันพระพุทธเจ้า เราก็จะได้ไปพระนิพพานเหมือนกัน นี่แหละความโง่มันหลุดออกมาอย่างนั้น พระพุทธเจ้ายังมีอยู่ทุกวันนี้

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่ชา : ..ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ควรเข้าไปใกล้พระให้มาก ดูการปฏิบัติของท่าน การเข้าไปใกล้พระ ก็คือใกล้พระพุทธเจ้า คือใกล้ธรรมะของท่านนั้นแหละ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อานนท์ ให้ท่านทำให้มาก ให้ท่านเจริญให้มาก ใครเห็นเรา คนนั้นเห็นธรรม ใครเห็นธรรม คนนั้นเห็นเรา”

พระพุทธเจ้าอยู่ตรงไหนล่ะ เราก็นึกว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด แล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จไปแล้ว แต่พระพุทธเจ้าคือธรรมะ คือสัจจธรรม บางคนชอบพูดว่า ถ้าเราเกิดทันพระพุทธเจ้า เราก็จะได้ไปพระนิพพานเหมือนกัน นี่แหละความโง่มันหลุดออกมาอย่างนั้น พระพุทธเจ้ายังมีอยู่ทุกวันนี้

ใครว่าพระพุทธเจ้านิพพาน พระพุทธเจ้าคือสัจจธรรม สัจจธรรมมันจะจริงอยู่อย่างนั้น ใครจะเกิดมา ก็มีอยู่อย่างนั้น ใครจะตายไปก็มีอยู่อย่างนั้น สัจจธรรมนี้ไม่มีวันสูญไปจากโลก เป็นอย่างนั้น มีอยู่ตลอดเวลาอย่างนั้น พระพุทธเจ้าจะเกิดมาก็มี ไม่เกิดมาก็มี ใครจะรู้ก็มี ใครจะไม่รู้ก็มี อันนั้นมันมีอยู่อย่างนั้น..

บางส่วนจาก นอกเหตุเหนือผล - หลวงปู่ชา สุภัทโท หนังสือ หมวด: นอกเหตุเหนือผล
http://anuchah.com/beyond-reasoning/

3.5.17

ดังนั้นการละบาป และการบำเพ็ญบุญจึงเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่ท่านกล่าวว่า “การไม่กระทำบาปทั้งปวง” นั่นแหละเป็นหัวใจของพุทธศาสนาแล้ว เมื่อเราละบาปแล้วบำเพ็ญบุญเพิ่มเข้ามาทีละน้อย ก็มีหวังที่บารมีจะเต็มได้

BY Somchatchai IN No comments

..ดังนั้นการละบาป และการบำเพ็ญบุญจึงเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ที่ท่านกล่าวว่า “การไม่กระทำบาปทั้งปวง” นั่นแหละเป็นหัวใจของพุทธศาสนาแล้ว เมื่อเราละบาปแล้วบำเพ็ญบุญเพิ่มเข้ามาทีละน้อย ก็มีหวังที่บารมีจะเต็มได้

ถ้าหากว่าทำบุญแต่ไม่หยุดทำบาป อันนี้ก็ไม่มีเวลาจบ เหมือนกะละมังที่ตั้งหงายอยู่กลางแจ้ง ถึงแม้ฝนจะตกลงมาใส่ทีละหยดๆ มันก็มีโอกาสที่จะเต็มได้ เมื่อเราทำบุญแล้ว เรายังไม่ได้ละบาป ก็เหมือนกับเราเอากะละมังไปครอบคว่ำไว้กลางแจ้ง ฝนตกลงมาถูกก้นกะละมังเหมือนกัน แต่ว่ามันถูกข้างนอกไม่ได้ถูกข้างใน

เมื่อมันถูกข้างนอกน้ำก็ไม่มีโอกาสที่จะเต็มในกะละมังนั้นได้ อันนี้เรียกว่า “ทำบุญไม่ละบาป” ดังนั้นการละบาปจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ อันนี้พระพุทธองค์ท่านก็ตรัสว่า “สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง” การไม่กระทำบาปทั้งปวงนั้นแหละเป็นหัวใจของพุทธศาสนา นั่นเป็นเบื้องต้น..

บางส่วนจาก ทำให้มันจบ
พระธรรมเทศนา พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_cha/lp-cha_50.htm

20.3.17

บางคน แรงในทางปัญญา สมาธิพอเป็นฐานไม่มาก คล้ายๆกับว่านั่งสมาธิ ไม่ค่อยสงบ ชอบมีความปรุงแต่ง มีความคิดและมีปัญญาชักเรื่องนั้นมาพิจารณาชักเรื่องนี้มาพิจารณา แล้วพิจารณาลงสู่ความสงบก็เห็นความถูกต้อง อันนั้นจะได้มีกำลังกว่าสมาธิ อันนี้จริงของบางคนเป็นอย่างนั้น

BY Somchatchai IN No comments

บางคน แรงในทางปัญญา สมาธิพอเป็นฐานไม่มาก คล้ายๆกับว่านั่งสมาธิ ไม่ค่อยสงบ ชอบมีความปรุงแต่ง มีความคิดและมีปัญญาชักเรื่องนั้นมาพิจารณาชักเรื่องนี้มาพิจารณา แล้วพิจารณาลงสู่ความสงบก็เห็นความถูกต้อง อันนั้นจะได้มีกำลังกว่าสมาธิ อันนี้จริงของบางคนเป็นอย่างนั้น

แม้จะ ยืน เดิน นั่ง นอนก็ตามความตรัสรู้ธรรมะนั้นไม่แน่นอน จะเป็นอิริยาบถใดก็ได้ ยืนก็ได้ เดินก็ได้ นั่งก็ได้ นอนก็ได้ อันนี้แหละผู้แรงด้วยปัญญา เป็นผู้มีปัญญา สามารถที่จะไม่เกี่ยวข้องกับสมาธิมากก็ได้

ถ้าพูดกันง่ายๆปัญญาเห็นเลย เห็นไปเลยก็ละไปเลย สงบไปเลย ได้ความสบายเพราะอันนั้นมันเห็นชัดมันเห็นจริง เชื่อมั่นยืนยันเป็นพยานตนเองได้ นี่จริตของบางคนเป็นไปอย่างนี้ แต่จะอย่างไรก็ช่างมันก็ต้องทำลายความเห็นผิดออก เหลือแต่ความเห็นถูก ทำลายความฟุ้งซ่านออก เหลือแต่ความสงบ มันก็จะลงไปสู่จุดอันเดียวกัน

บางคนปัญญาน้อย นั่งสมาธิได้ง่าย สงบ สงบเร็วที่สุด ไวแต่ไม่ค่อยมีปัญญา ไม่ทันกิเลสทั้งหลาย ไม่รู้เรื่องกิเลสทั้งหลาย แก้ปัญหาไม่ค่อยได้ พระโยคาวจรเจ้าผู้ปฏิบัติมีสองหน้าอย่างนี้ ก็คู่กันเรื่อยไป แต่ปัญญาหรือวิปัสสนากับสมถะมันก็ทิ้งกันไม่ได้ คาบเกี่ยวกันไปเรื่อยๆอย่างนี้..

บางส่วนจาก หลุดพ้นด้วยปัญญาสมาธิ
พระธรรมเทศนา พระอาจารย์ชา สุภัทโท
http://www.luangta.com/salawatpa/thamma/slp_thamma_talk_text_print.php?ID=209

12.2.17

ทำปัญญาให้เกิด ไม่ใช่รู้ตามสัญญา (ความจำ) รู้จิตของเราที่มันคิดมันนึกอยู่นี้ มันคิดนึกทั้งหมดเกิดขึ้นมาในใจของเรานี้แหละ จะดีหรือชั่ว จะถูกหรือผิด รับรู้มันไว้ อย่าไปหมายมั่นมัน เออ…ทุกข์มันก็เท่านั้นแหละ สุขมันก็เท่านั้นและ มันเป็นของหลอกลวงทั้งนั้นแหละ เรายืนตัวอยู่เช่นนี้เลย ยืนตัวอยู่เสมอเช่นนี้ ไม่วิ่งไปกับมัน ไม่วิ่งกับสุข ไม่วิ่งกับทุกข์ รู้อยู่ รู้แล้วก็วาง อันนี้ปัญญาจะเกิด ทวนจิตเข้าไปเรื่อยๆ

BY Somchatchai IN No comments

..ทำปัญญาให้เกิด ไม่ใช่รู้ตามสัญญา (ความจำ) รู้จิตของเราที่มันคิดมันนึกอยู่นี้ มันคิดนึกทั้งหมดเกิดขึ้นมาในใจของเรานี้แหละ จะดีหรือชั่ว จะถูกหรือผิด รับรู้มันไว้ อย่าไปหมายมั่นมัน เออ…ทุกข์มันก็เท่านั้นแหละ สุขมันก็เท่านั้นและ

มันเป็นของหลอกลวงทั้งนั้นแหละ เรายืนตัวอยู่เช่นนี้เลย ยืนตัวอยู่เสมอเช่นนี้ ไม่วิ่งไปกับมัน ไม่วิ่งกับสุข ไม่วิ่งกับทุกข์ รู้อยู่ รู้แล้วก็วาง อันนี้ปัญญาจะเกิด ทวนจิตเข้าไปเรื่อยๆ

เวลาเรามีไม่มาก เรามาฝึกจิตก็ต้องดูจิต ดูอาการของจิต ลองดูจิต ให้เห็นจิตเรา อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ถือมั่นก็เห็นสุขเป็นของจริง สุขเป็นเรา สุขเป็นของเรา ทุกข์เป็นเรา ทุกข์เป็นของเรา มันคิดเช่นนี้

แต่ความเป็นจริงนี้ สุขสักแต่ว่าสุข ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่สัตว์บุคคล ตัวตนเราเขา ทุกข์นี้ก็ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา ตัวคนที่รู้ทุกข์หรือสุขนี้ ก็ไม่ใช่เราไม่ใช่เขา ถ้าเราเห็นเช่นนี้ ก็ไม่มีอะไรจะเกาะ เกิดสุขขึ้นมา สุขก็เกาะเราไม่ได้ เกิดทุกข์ขึ้นมา ทุกข์ก็เกาะเราไม่ได้ ทำไมไม่ได้ เพราะว่ามันไม่แน่ เป็นของปลอมทั้งนั้น เป็นของไม่แน่นอน

ถ้าเราคิดเช่นนี้ จะภาวนาได้เร็ว จะยืน จะเดิน จะนั่น จะนอน จะไป จะมา ทุกอย่างจิตกำหนดอยู่เสมอ ให้รู้อารมณ์มันเข้ามา ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกดมกลิ่น ลิ้นลิ้มรส อะไรต่างๆ นี้ มันจะเกิดความชอบไม่ชอบขึ้นมาทันที มันจะเกิดสุข เกิดทุกข์ขึ้นมาทันที อันนี้เราเรียกว่าอ่านดูจิต มันจะเห็นจิต เพราะมันเกิดจากจิตดวงเดียวเท่านี้ มันจะให้สุขมันให้ทุกข์ ทุกอย่างเกิดจากจิต ถ้าเราตามดูจิตของเราอยู่เช่นนี้ มันจะเห็นกิเลส มันจะเห็นจิตของเราสม่ำเสมอเลยทีเดียว อันนี้และคือการภาวนา..

บางส่วนจาก การปฏิบัติที่ให้ผลเร็ว
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_cha/lp-cha_01.htm

10.2.17

ถ้าหากว่าใช้สมมุติอันนี้อยู่ อย่าไปวางอกวางใจว่ามันเป็นของจริง จริงโดยสมมุติเท่านั้น ถ้าเราไปยึดมั่นหมายมั่นก็เป็นทุกข์ขึ้นมา เพราะเราไม่รู้เรื่องอันนี้ตามเป็นจริง

BY Somchatchai IN No comments

..ถ้าหากว่าใช้สมมุติอันนี้อยู่ อย่าไปวางอกวางใจว่ามันเป็นของจริง จริงโดยสมมุติเท่านั้น ถ้าเราไปยึดมั่นหมายมั่นก็เป็นทุกข์ขึ้นมา เพราะเราไม่รู้เรื่องอันนี้ตามเป็นจริง

เรื่องมันจะถูกจะผิดก็เหมือนกัน บางคนเห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด เรื่องผิดเรื่องถูกไม่รู้ว่าเป็นของใคร ต่างคนต่างก็สมมุติขึ้นมาว่าถูกว่าผิดอย่างนี้แหละ เรื่องทุกเรื่องก็ควรให้รู้

พระพุทธเจ้าท่านกลัวว่า มันจะเป็นทุกข์ ถ้าหากว่าถกเถียงกัน เรื่องทั้งหลายเหล่านี้มันจบไม่เป็น คนหนึ่งว่าถูกคนหนึ่งว่าผิด คนหนึ่งว่าผิดคนหนึ่งว่าถูก อย่างนี้

แต่ความจริงแล้ว เรื่องถูกเรื่องผิดนั้น น่ะเราไม่รู้จักเลย เอาแต่ว่าให้เรารู้จักใช้ให้มันสบาย ทำการงานให้ถูกต้อง อย่าให้มันเบียดเบียนตนเอง และเบียดเบียนผู้อื่น ให้มันไป กลางๆ ไปอย่างนี้ มันก็สำเร็จประโยชน์ของเรา..

บางส่วนจาก สมมุติและวิมุตติ
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_cha/lp-cha_25.htm

20.9.16

ให้เรารู้จักอารมณ์ รู้จักอารมณ์แล้วเราปล่อยเสีย อารมณ์มันไม่แน่นอนหรอก มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้นแหละ

BY Somchatchai IN No comments

..เห็นลิงไปคว้าโน่นจับนี่ ก็ฮือ…ไม่พอใจ รำคาญ”ไอ้ลิงตัวนี้” นี่คือคนไม่รู้จักลิง คนรู้จักลิงเห็นอยู่บ้านก็ตัวเดียวกัน อยู่วัดถ้ำเพชรก็เหมือนกันอย่างนี้ มันจะรำคาญอะไร เพราะเห็นว่าลิงมันเป็นอย่างนั้น นี่ก็พอ สงบแล้ว

ถ้ามันดิ้นมันก็ดิ้นแต่ลิง เราไม่เป็นลิง สงบแล้ว ถ้าลิงมันโดดหน้าโดดหลัง โยมก็สบายใจไม่รำคาญกับลิง เพราะอะไร เพราะโยมรู้จักลิง โยมจึงไม่เป็นลิง ถ้าโยมไม่รู้จักลิง โยมก็รำคาญ โยมรำคาญ โยมก็เป็นลิงเข้าใจไหม นี่เรื่องมันสงบอย่างนี้

อารมณ์ เรารู้อารมณ์ซี เห็นอารมณ์บางทีมันชอบ บางทีมันไม่ชอบอย่างนี้ ก็ช่างมันประไรมันเป็นเรื่องของมัน มันก็เป็นอย่างนี้แหละ ก็เหมือนลิงน่ะแหละ ตัวไหนๆก็ลิงอันเดียวกัน เรารู้อารมณ์ บางทีชอบบางทีไม่ชอบ เรื่องอารมณ์เป็นอย่างนี้

ให้เรารู้จักอารมณ์ รู้จักอารมณ์แล้วเราปล่อยเสีย อารมณ์มันไม่แน่นอนหรอก มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้นแหละ เราดูมันไปก็อย่างนั้นแหละ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ได้รับอารมณ์เข้ามาปั๊บฮึ…ก็เหมือนกับเรามาเห็นลิง ลิงตัวนี้กับลิงตัวที่อยู่บ้านเราก็เหมือนกันอย่างนี้ มันก็สงบเท่านั้นแหละ

เกิดอารมณ์ขึ้นมา เรารู้จักอารมณ์ซิ เราวิ่งตามอารมณ์ทำไมอารมณ์มันเป็นของไม่แน่นอน เดี๋ยวมันเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวมันเป็นอย่างนี้ บางทีก็อยู่อย่างเก่า มันอยู่ด้วย การเปลี่ยนแปลงอย่างนี้โยม..

บางส่วนจาก น้ำไหลนิ่ง
หลวงปู่ชา สุภัทโท
http://anuchah.com/still-flowing-water/
น้ำไหลนิ่ง อบรมคณะหัวหน้าศาล - เสียงหลวงพ่อชา สุภัทโท
https://www.youtube.com/watch?v=zFnldQxpSsw (29:41 - 31:39)