Showing posts with label สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช. Show all posts
Showing posts with label สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช. Show all posts

28.2.19

พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า "ผู้ละโลกนี้ไปในขณะที่จิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้" กิเลสทั้งปวงเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต จิตที่มีกิเลสห้อมล้อมจึงเป็นจิตที่เศร้าหมอง

BY Somchatchai IN No comments

พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า "ผู้ละโลกนี้ไปในขณะที่จิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้" กิเลสทั้งปวงเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต จิตที่มีกิเลสห้อมล้อมจึงเป็นจิตที่เศร้าหมอง

 กิเลสห่อหุ้มอยู่มากจิตก็เศร้าหมองมาก กิเลสห่อหุ้มอยู่น้อยจิตก็เศร้าหมองน้อย จิตที่มีกิเลสเศร้าหมองห้อมล้อมอยู่ เมื่อละจากร่าง ก็จะคงมีกิเลสนั้นห้อมล้อมอยู่ คงความเศร้าหมองนั้นไว้

 ภพภูมิที่ไปสู่นั้นจึงเป็นทุคติ คติที่ชั่ว คติที่ไม่ดี คติที่ไม่มีความสุข มากน้อยหนักเบาตามกิเลส ตามความเศร้าหมองของจิต

จากหนังสือ แสงส่องใจ (อันดับ ๒) หน้า ๑๗
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พระชนมายุ ๘๐ พรรษา วันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๖



ผู้มีอุเบกขาในใจ การแสดงออกภายนอกหมายรวมถึงการที่ทำคำที่พูดจะเหมือนไม่มีอุเบกขาได้

BY Somchatchai IN No comments


สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ ..ผู้มีอุเบกขาในใจ การแสดงออกภายนอกหมายรวมถึงการที่ทำคำที่พูดจะเหมือนไม่มีอุเบกขาได้

เพราะผู้มีอุเบกขานั้นไม่หมายถึงจะต้องไม่รับรู้ในคุณโทษของสิ่งภายนอก ผู้มีอุเบกขาย่อมรู้ดีว่าปฏิบัติอย่างไรเป็นคุณปฏิบัติอย่างไรเป็นโทษ

บางทีการวางเฉยทางกายทางวาจาเหมือนกับใจที่วางเฉยอยู่ด้วยความสงบก็อาจเป็นคุณ แต่บางทีก็อาจเป็นโทษ เมื่อการวางเฉยภายนอกจะเป็นโทษ ผู้มีพรหมวิหารธรรมข้ออุเบกขาพิจารณาเห็นแล้ว ก็ย่อมต้องแสดงออกตามความเหมาะความควร

รักษาไว้อย่างหวงแหนที่สุดเพียงอย่างเดียว คือใจที่เป็นอุเบกขา ไม่หวั่นไหววูบวาบขึ้นลงไปตามการแสดงออกภายนอก

ความสงบอย่างยิ่งของใจย่อมมีอยู่ได้เป็นปกติด้วยอำนาจของอุเบกขาที่แท้จริงในพรหมวิหารธรรม

ตรงกันข้ามกับผู้มีใจยังไม่เป็นอุเบกขา ยังหวั่นไหววูบวาบ เอียงไปทางนั้นทางนี้อยู่ตลอดเวลา ไม่อาจวางใจเป็นกลางวางเฉยได้ แต่ก็สามารถแสร้งแสดงอุเบกขาให้ปรากฏออกภายนอกได้

อุเบกขานั้นเมื่อเกิดขึ้นแล้วเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับใจของผู้ใด ใจของผู้นั้นจะสามารถวางเฉยได้ในทุกเรื่องทุกเวลา แม้บางระดับจะวางได้ไม่สูงก็ยังพอวางได้ เรียกว่าเป็นอุเบกขาได้แม้ใจระดับต่ำ แต่ก็ยังเป็นอุเบกขาที่แท้จริง..

จากหนังสือ แสงส่องใจให้เพียงพรหม
๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ หน้า ๑๐๐ – ๑๐๘

ผู้มีพรหมวิหารธรรมที่แท้จริงนั้นต้องมีธรรมทั้งสี่ประการพร้อมบริบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่องทุกเวลา ไม่มีอย่างหนึ่งอย่างใดตามลำพังโดดเดี่ยว

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ ..ผู้มีพรหมวิหารธรรมที่แท้จริงนั้นต้องมีธรรมทั้งสี่ประการพร้อมบริบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่องทุกเวลา ไม่มีอย่างหนึ่งอย่างใดตามลำพังโดดเดี่ยว..,

 "คุณลักษณะของผู้มีพรหมวิหารธรรมที่ถูกต้องแท้จริง คือมีเมตตาที่ประกอบด้วยอุเบกขา มีกรุณาที่ประกอบด้วยอุเบกขา มีมุทิตาที่ประกอบด้วยอุเบกขา และมีอุเบกขาที่พร้อมด้วยเมตตากรุณาและมุทิตา

ผู้มีพรหมวิหารธรรมที่แท้จริงนั้นต้องมีธรรมทั้งสี่ประการพร้อมบริบูรณ์ ไม่ขาดตกบกพร่องทุกเวลา ไม่มีอย่างหนึ่งอย่างใดตามลำพังโดดเดี่ยว ถ้ามีธรรมประการใดประการหนึ่งตามลำพังจะมีทางผิดไปจากทางของธรรมที่ถูกต้องแท้จริงได้"

จากหนังสือ แสงส่องใจให้เพียงพรหม
๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ หน้า ๑๐๐ – ๑๐๘
http://www.dharmamag.com/mag/index.php/enlighten-mind-issues/1208-2015-07-01-13-52-39

9.11.18

ปัญญามิใช่แสงอาทิตย์ที่มีอยู่ประจำโลก ปัญญาเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้น ต้องอบรมให้มีขึ้น

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)




ปัญญา

ปัญญามิใช่แสงอาทิตย์ที่มีอยู่ประจำโลก
ปัญญาเป็นสิ่งที่ต้องสร้างขึ้น ต้องอบรมให้มีขึ้น

ภาพจาก ๑๐๑ วจนธรรม สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน)
http://sangharaja.org/download-book.php

19.9.18

..เดิมก็ไม่มี และเมื่อมีชาติคือความเกิด ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ของมารดา จนถึงสิ้นชีวิตในที่สุด แล้วในที่สุดเมื่อกระดูกผุเปื่อยไปหมดแล้วก็กลับไม่มีเหมือนอย่างเดิม..

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ..และเมื่อธาตุทั้งหลายมาประชุมกันเข้า คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศคือช่องว่าง และวิญญาณธาตุคือธาตุรู้ มาประกอบกันเข้า ความตั้งครรภ์ของมารดาก็ปรากฏขึ้น และก็เริ่มชาติคือความเกิด จนถึงเมื่อคลอดออกมาเป็นชาติ คือความเกิดที่ปรากฏ

ดำรงชีวิตอยู่ก็โดยที่ธาตุทั้ง ๖ นี้ประกอบกันอยู่ และก็แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปในทางเจริญ คือเป็นวัยเด็กเล็ก เด็กโต เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นผู้ใหญ่ แล้วก็แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อม ก็เป็นความแก่ที่ปรากฏ

จนถึงในที่สุดวิญญาณธาตุคือธาตุรู้ ก็จุติคือเคลื่อน เมื่อเป็นดั่งนี้บรรดาธาตุ ๕ ที่ไม่รู้นั้น ที่รวมกันอยู่ก็แตกสลาย ดังที่ปรากฏเป็นความดับลมเป็นต้น ดั่งที่กล่าวแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ร่างกายอันนี้ก็เริ่มแตกสลาย แล้วก็ไปจนเป็นกระดูก

แล้วก็เป็นกระดูกผุป่นในที่สุดก็เป็นอันว่าก็ถึงภาวะที่เรียกว่าไม่มีเหมือนอย่างเดิม เดิมก็ไม่มี และเมื่อมีชาติคือความเกิด ตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ของมารดา จนถึงสิ้นชีวิตในที่สุด แล้วในที่สุดเมื่อกระดูกผุเปื่อยไปหมดแล้วก็กลับไม่มีเหมือนอย่างเดิม..

บางส่วนจาก ธาตุกรรมฐาน - สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
(คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความสมบูรณ์ อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ)
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/somdej/sd-032.htm

ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)..

ธาตุไฟ ..อนึ่ง ส่วนที่อบอุ่นที่ร้อนบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้ กล่าวคือ เยน จ สนฺตปฺปติ ไฟที่ทำร่างกายให้อบอุ่น เยน จ ชิรติ ไฟที่ทำให้ร่างกายแก่ชำรุดทรุดโทรม เยน จ ปริฑยฺหติ ไฟที่ทำให้ร่างกายเร่าร้อน เยน จ อสิตปีตขายิตสายิตํ สมฺมา ปริณามํ คจฺฉติ ไฟที่ทำให้อาหารที่กินที่ดื่มที่เคี้ยวที่ลิ้มถึงความย่อยไปได้โดยชอบ

และส่วนที่อบอุ่นที่ร้อนอื่นบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้ ก็รวมเรียกว่าเตโชธาตุ ธาตุไฟ

ธาตุลม ..อนึ่งส่วนที่พัดไหวบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้ก็คือ  อุทฺธงฺคมา วาตา ลมที่พัดขึ้นเบื้องบน อโธคมา วาตา ลมที่พัดลงเบื้องต่ำ กุจฺฉิสยา วาตา ลมที่อยู่ในท้อง โกฏฺฐสยา วาตา ลมที่อยู่ในไส้หรือในกระเพาะอาหาร องฺคมงฺคานุสาริโน วาตา ลมที่พัดไปในอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหลาย อสฺสาโส ลมหายใจเข้า ปสฺสาโส ลมหายใจออก

และสิ่งที่พัดไหวอื่นใดบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้ ก็รวมเรียกว่าวาโยธาตุ ธาตุลม

อากาสธาตุ ..ในพระสูตรนี้ได้แสดงธาตุไว้ ๔ ดั่งนี้ แต่ในพระสูตรอื่นได้มีแสดงเพิ่มไว้อีก ๑ คืออากาสธาตุ ธาตุอากาศได้แก่ช่องว่าง กล่าวคือบรรดาช่องว่างบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้ คือ กณฺณจฺฉิทฺทํ ช่องหู นาสจฺฉิทฺทํ ช่องจมูก มุขทฺวารํ ช่องปาก เยน จ อสิตํ ปีตํ ขายิตํ สายิตํ อชฺโฌหรติ  ช่องที่กลืนอาหารที่กิน ที่ดื่ม ที่เคี้ยว ที่ลิ้ม ลงไป ยตฺถ จ อสิตํ ปีตํ ขายิตํ สายิตํ สํติฏฺฐติ  ช่องที่อาหารที่กิน ที่ดื่ม ที่เคี้ยว ที่ลิ้ม ตั้งอยู่ เยน จ อสิตํ ปีตํ ขายิตํ สายิตํ อโธภาคา นิกฺขมติ  ช่องที่อาหารเก่าออกไปในภายล่าง

และช่องว่างอื่นใดบรรดาที่มีอยู่ในกายนี้ทั้งสิ้นก็รวมเรียกว่า อากาสธาตุ ธาตุอากาศ

บางส่วนจาก ธาตุกรรมฐาน - สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
 (คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความสมบูรณ์ อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ)
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/somdej/sd-032.htm

3.9.18

คนที่ถือกำเนิดเป็นคนนั้น ยังไม่จัดเป็นคนโดยสมบูรณ์ เพราะเหตุเพียงเกิดมามีรูปร่างเป็นคน ต่อเมื่อมีการปฏิบัติ ประกอบด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีสมกับความเป็นคน จึงจะเรียกว่า เป็นคนโดยธรรม เมื่อมีธรรมของคนบริบูรณ์ จึงจะชื่อว่าเป็นคนโดยสมบูรณ์

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ..คนที่ถือกำเนิดเป็นคนนั้น ยังไม่จัดเป็นคนโดยสมบูรณ์ เพราะเหตุเพียงเกิดมามีรูปร่างเป็นคน ต่อเมื่อมีการปฏิบัติ ประกอบด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีสมกับความเป็นคน

จึงจะเรียกว่า เป็นคนโดยธรรม เมื่อมีธรรมของคนบริบูรณ์ จึงจะชื่อว่าเป็นคนโดยสมบูรณ์ แม้คำในหิโตปเทศก็กล่าวว่า “การกิน การนอน ความกลัว และการสืบพันธุ์ของคนและสัตว์ดิรัจฉานเสมอกัน แต่ธรรมของคนและสัตว์ดิรัจฉานเหล่านั้น แปลกกว่ากัน เว้นจากธรรมเสีย คนก็เสมอกับดิรัจฉาน”

การศึกษาเพื่อให้เป็นคนโดยสมบูรณ์ ต้องศึกษาธรรมตามหลักสิกขา 3 ของพระพุทธเจ้าคือ 1. สีลสิกขา ศึกษาศีล 2. จิตตสิกขา ศึกษาจิต 3. ปัญญาสิกขา ศึกษาปัญญา

ดังนั้น เมื่อได้ศึกษาปฏิบัติตามศีล สมาธิ และปัญญา ในพระพุทธศาสนาโดยสมบูรณ์แล้ว ย่อมทำให้เป็นคนโดยสมบูรณ์

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, การศึกษาเพื่อความเป็นคนที่สมบูรณ์, พิมพ์ครั้งที่ 6 (กรุงเทพฯ : ผลึกไท, 2553), บทนำ.

สติคือความระลึกนึกคิดขึ้นได้ ประกอบกับสัมปชัญญะ ความรู้ตัว สติต้องมีสัมปชัญญะอยู่ด้วยจึงเป็นสติที่ถูกต้อง

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ..สติคือความระลึกนึกคิดขึ้นได้ ประกอบกับสัมปชัญญะ ความรู้ตัว สติต้องมีสัมปชัญญะอยู่ด้วยจึงเป็นสติที่ถูกต้อง..

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, มนุษยธรรม, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2541), หน้า 56.

29.8.18

..คำว่าจิตท่านใช้เป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งใช้หมายถึงธรรมชาติที่เป็นตัวเดิม กับอีกอย่างหนึ่งท่านใช้หมายถึงธรรมชาติที่เป็นตัวอาการ..

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน)  ..คำว่าจิตท่านใช้เป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งใช้หมายถึงธรรมชาติที่เป็นตัวเดิม กับอีกอย่างหนึ่งท่านใช้หมายถึงธรรมชาติที่เป็นตัวอาการ..

บางส่วนจาก สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) - ลักษณะพุทธศาสนา หน้า ๕๐
https://www.sangharaja.org/download-book.php

27.8.18

สิ่งอันเป็นเหตุให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง ให้เกิดตัณหาอุปาทาน หัดละเสียปล่อยเสียพร้อมกับหัดตาย ซึ่งจะมาถึงเราทุกคนเข้าจริงได้ทุกวินาที

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) "สิ่งอันเป็นเหตุให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง ให้เกิดตัณหาอุปาทาน หัดละเสียปล่อยเสียพร้อมกับหัดตาย ซึ่งจะมาถึงเราทุกคนเข้าจริงได้ทุกวินาที"

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, แสงส่องใจ อันดับ 5, (กรุงเทพมหานคร : เรือนแก้วการพิมพ์, 2536), หน้า 6.

16.8.18

ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาคือผู้มีปัญญาท่านสอนให้เร่งอบรมมรณสติ นึกถึงความตาย หัดตายก่อนตายจริง จุดมุ่งหมายสำคัญของการหัดตายก็คือ เพื่อให้ปล่อยใจจากสิ่งทั้งหลาย ก่อนที่จะถูกความตายบังคับให้ปล่อย

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)

- ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาทั้งหลายสอนให้หัดตายก่อนถึงเวลาตายจริง ท่านสอนให้หัดตายไว้เสมอ อย่างน้อยก็ควรวันละครั้ง ครั้งละ 5 นาที 10 นาที เป็นอย่างน้อย

- ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาคือผู้มีปัญญาท่านสอนให้เร่งอบรมมรณสติ นึกถึงความตาย หัดตายก่อนตายจริง จุดมุ่งหมายสำคัญของการหัดตายก็คือ เพื่อให้ปล่อยใจจากสิ่งทั้งหลาย ก่อนที่จะถูกความตายบังคับให้ปล่อย

- กิเลสเครื่องเศร้าหมอง ตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายทั้งปวง หัดใจให้ปล่อยเสียพร้อมกับหัดตาย

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, แสงส่องใจ อันดับ 5, (กรุงเทพมหานคร : เรือนแก้วการพิมพ์, 2536), หน้า 2, 6.
https://www.sangharaja.org/download-book.php

คำว่าจิตเศร้าหมองมิได้หมายถึงจิตที่หดหู่อยู่ด้วย ความเศร้าโศกเสียใจเท่านั้น จิตเศร้าหมองหมายถึงจิตที่ไม่บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว คือเศร้าหมองอยู่ด้วยกิเลส

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน)

- คำว่าจิตเศร้าหมองมิได้หมายถึงจิตที่หดหู่อยู่ด้วย ความเศร้าโศกเสียใจเท่านั้น จิตเศร้าหมองหมายถึงจิตที่ไม่บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว คือเศร้าหมองอยู่ด้วยกิเลส

- พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า "ผู้ละโลกนี้ไปในขณะที่จิตเศร้าหมอง ทุคติเป็นอันหวังได้"

- กิเลสทั้งปวงเป็นเครื่องเศร้าหมองของจิต จิตที่มีกิเลสเป็นจิตที่เศร้าหมอง กิเลสมากจิตก็เศร้าหมองมาก กิเลสน้อยจิตก็เศร้าหมองน้อย

จิตที่มีกิเลสเศร้าหมอง เมื่อละร่างไปสู่ภพภูมิใด ก็จะคงกิเลสนั้นอยู่ คงความเศร้าหมองนั้นไว้ ภพภูมิที่ไป จึงเป็นทุคติ คติที่ชั่ว คติที่ไม่ดี มากน้อยหนักเบาตามกิเลสความเศร้าหมองของจิต

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, แสงส่องใจ อันดับ 5, (กรุงเทพมหานคร : เรือนแก้วการพิมพ์, 2536), หน้า 8-9.
https://www.sangharaja.org/download-book.php

12.8.18

โดยเฉพาะมารดาบิดาด้วยแล้วเป็นผู้มีพระคุณต่อบุตรธิดาเป็นที่สุด จนพระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า มารดาบิดาเป็นพระอรหันต์ของบุตรธิดา

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) ..โดยเฉพาะมารดาบิดาด้วยแล้วเป็นผู้มีพระคุณต่อบุตรธิดาเป็นที่สุด จนพระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า มารดาบิดาเป็นพระอรหันต์ของบุตรธิดา

พระพุทธองค์นั้นก็ทรงเป็นพระอรหันต์พระองค์หนึ่ง คือพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงพระคุณเหนือท่านผู้ทรงพระคุณทั้งหลาย

แต่กระนั้นก็ทรงกล่าวว่า สำหรับบุตรธิดาแล้ว มารดาบิดาเปรียบเหมือนพระอรหันต์ทีเดียว คือทรงพระคุณต่อบุตรธิดาเหนือ ท่านผู้ทรงพระคุณทั้งหลายทีเดียว

เช่นนี้แล้วบุตรธิดาใดคิด หรือพูดว่า มารดาบิดาไม่มีบุญคุณต่อบุตรธิดา จึงเป็นการทำบาปกรรมเป็นอย่างยิ่ง เพียงคิดเท่านั้นไม่ต้องพึงปฏิบัติต่อท่านสถานอื่น ก็เป็นบาปกรรมหนักหนาแล้ว

ยิ่งถึงกับแสดงออกทางกายกรรมต่อท่านด้วยแล้ว บาปกรรมนั้นก็พ้นประมาณ ถ้าทำให้ท่านถึงกับเสียชีวิตก็เป็นอนันตริยกรรม

การพูดก็ตาม การกระทำอื่นใดก็ตาม ที่ไม่สมควรกับมารดาบิดา ล้วนมีเหตุมาจากความคิดที่ว่า มารดาบิดาไม่มีบุญคุณทั้งสิ้น

ดังนั้นจึงกล่าวว่าความคิดนั้นเป็นบาป เป็นเหตุแห่งบาปอกุศลอย่างยิ่ง ผลของบาปนั้นก็ดังได้กล่าวแล้ว เริ่มที่จิตใจของผู้เป็นเจ้าของความคิด ที่ไม่ประกอบด้วยเหตุผล ไม่เป็นความจริง ไม่เที่ยงตรง เป็นความร้อนความวุ่น..


บางส่วนจาก การบริหารทางจิตสำหรับผู้ใหญ่ : สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=13494

11.8.18

บุคคลผู้มีใจร้าย คือ บุคคลผู้มากด้วยกิเลส บุคคลผู้มีใจผ่องใส คือ บุคคลผู้ไกลกิเลสหรือมีกิเลสเบาบาง

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)

.."ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด สำเร็จแล้วด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจร้ายแล้ว จะพูดหรือจะทำ ทุกข์ย่อมติดตามผู้นั้นไปเพราะเหตุนั้น เหมือนอย่างล้อไปตามรอยเท้าโคที่ลากเกวียนไปฉะนั้น”

นี้เป็นคำแปลพระพุทธภาษิตในพระธรรมบทคาถาต้น กับอีกบทหนึ่งในลำดับต่อไปว่า

“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด สำเร็จแล้ว ด้วยใจ ถ้าบุคคลมีใจผ่องใสแล้ว จะพูดหรือทำ สุขย่อมติดตามผู้นั้นไปเพราะเหตุนั้น เหมือนอย่างเงาไม่ละตัวฉะนั้น”


บุคคลผู้มีใจร้าย คือ บุคคลผู้มากด้วยกิเลส

บุคคลผู้มีใจผ่องใส คือ บุคคลผู้ไกลกิเลสหรือมีกิเลสเบาบาง

พระพุทธภาษิตข้างต้นมีความหมายง่ายๆ ว่า บุคคล ผู้มากด้วย กิเลส คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง จะคิดจะพูดจะทำอะไรย่อมเป็นเหตุให้ตนเองเป็นทุกข์

ส่วนบุคคลผู้ไกลกิเลสหรือมีกิเลสบางเบา คือ ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือมีเพียงเบาบาง จะคิดจะพูดจะทำอะไร ย่อมเป็นเหตุให้ตนเองเป็นสุข..

จิตที่ฝึกแล้วนำสุขมาให้
พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=52850

4.8.18

นิยามว่า ผู้มีใจสูง หมายความว่า ?

BY Somchatchai IN , No comments

นิยามว่า ผู้มีใจสูง หมายความว่า ?

ในพระไตรปิฎก ได้กล่าวถึงมนุษย์ไว้ว่า “สัตว์โลกที่ชื่อว่า มนุษย์ เพราะอรรถว่าเป็นเหล่ากอแห่งพระมนู ก็ พระโบราณาจารย์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่า สัตว์โลกทั้งหลายที่ชื่อว่ามนุษย์ เพราะ เป็นผู้มีใจสูง” ขุ.สุ. 47/142

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ให้ความหมายของมนุษย์ไว้ว่า มนุษย์ ที่แปลอย่างหนึ่งว่า ผู้มีจิตใจสูง คือ มีความรู้สูง ดังจะเห็นได้ว่าคนเรามีพื้นปัญญาสูงกว่าสัตว์ดิรัจฉานมากมาย สามารถรู้จักเปรียบเทียบในความดี ความชั่ว ความควรทำไม่ควรทำ รู้จักละอาย รู้จักเกรง

รู้จักปรับปรุงสร้างสรรค์ที่เรียกว่าวัฒนธรรม อารยธรรม ศาสนา เป็นต้น แสดงว่ามีความดีที่ได้สั่งสมมา โดยเฉพาะปัญญาเป็นรัตนะ ส่องสว่างนำทางแห่งชีวิต ถึงดังนั้นก็ยังมีความมืดที่มากำบังจิตใจให้เห็นผิดเป็นชอบ ความมืดที่สำคัญนั่นก็คือ กิเลสในจิตใจและกรรมเก่าทั้งหลาย

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน), 100 คำสอน สมเด็จพระสังฆราช, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2545).

31.7.18

การแสดงความเท็จนั้น มักใช้การพูดกันเป็นส่วนมาก จึงเรียกว่ามุสาวาท แต่ก็หมายถึงทุกๆ วิธีที่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดจากความจริง

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ..การแสดงความเท็จนั้น มักใช้การพูดกันเป็นส่วนมาก จึงเรียกว่ามุสาวาท แต่ก็หมายถึงทุกๆ วิธีที่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดจากความจริง เช่น ที่เรียกว่า ปด ได้แก่มุสาจังๆ เพื่อให้แตกกัน เพื่อหลอก เพื่อยอยก เพื่อประจบสอพลอ เป็นต้น

ทนสบถสาบาน เพื่อให้เขาเชื่อในคำเท็จ ทำมารยา เช่น ไม่เป็นอะไร แกล้งทำเป็นไข้ ทำเลศนัย เช่น ทำกลอุบายลวงหลอกหรือล่อให้เขาตายใจให้เชื่อผิดๆ หรือทำแย้มพรายให้เขาคิดต่อไปผิดๆ

เสริมความ คือ ขยายให้มากไปกว่าความจริง เช่น คนที่ 1 พูดเพียงว่า ไปเยี่ยมเพื่อนป่วย คนที่ 2 พูดต่อไปว่า เพื่อนคนนั้นป่วยมาก คนที่ 3 พูดต่อไปอีกว่า เพื่อนคนนั้นป่วย มีอาการร่อแร่

อำความ คือ พูดไม่หมด เว้นความบางตอนไว้เสีย เพื่อปกปิด..

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน), มนุษยธรรม, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2541), หน้า 40.
https://www.sangharaja.org/download-book.php

28.7.18

“เมื่อมีเมตตากรุณาต่อกันโดยจริงใจแล้ว ก็ไม่ประพฤติผิดต่อกันเลย เพราะการประพฤติผิดเช่นนั้น เป็นการทำลายด้วยอำนาจความใคร่ความปรารถนา มิใช่วิสัยของคนที่มีเมตตากรุณากันจะทำได้”

BY Somchatchai IN No comments

สมเด็จพระญาณสังวร พระองค์ทรงให้ข้อคิดเกี่ยวกับศีลข้อที่ 3

“เมื่อตนเองมีความรักและหวงแหนในสิ่งซึ่งเป็นที่รักของตนฉันใด คนอื่นก็มีความรู้สึกฉันนั้นเหมือนกัน ฉะนั้น เมื่อไม่ปรารถนาให้ใครมาละเมิดล่วงล้ำในสิ่งที่รักที่หวงแหนของตน ก็ไม่ควรละเมิดล่วงล้ำในของคนอื่น” 

“เมื่อมีเมตตากรุณาต่อกันโดยจริงใจแล้ว ก็ไม่ประพฤติผิดต่อกันเลย เพราะการประพฤติผิดเช่นนั้น เป็นการทำลายด้วยอำนาจความใคร่ความปรารถนา มิใช่วิสัยของคนที่มีเมตตากรุณากันจะทำได้” 

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน), มนุษยธรรม, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2541), หน้า 31.
https://www.sangharaja.org/download-book.php

26.7.18

มนุสสภูโต(มนุสสมนุสโส) มนุษย์สมบูรณ์

BY Somchatchai IN , No comments

มนุสสมนุสโส สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) ได้ให้ความหมายว่า “เป็นมนุษย์ที่มีจิตใจประกอบด้วยหิริโอตตัปปะ ความละอายความเกรงกลัว มีศีลมีธรรมตามสมควรแก่อัตภาพ ก็เป็นมนุสสมนุสโส เป็นมนุษย์ที่มีใจเป็นมนุษย์คือมีใจสูง ตั้งอยู่ ในศีลธรรม มีหิริโอตตัปปะตามสมควร”

พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ ได้ให้ความหมายของ มนุสสมนุสโสว่า ดูรูปร่างลักษณะเป็นมนุษย์และจิตใจก็เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เรียกว่าผู้ถึงพร้อมด้วยมนุษย์สมบัติ การทำ การพูดจะมีสติปัญญารอบรู้รับผิดชอบในตัวเอง เป็นผู้ไม่อิจฉาพยาบาทจองเวรกับใครๆ
เป็นผู้มีน้ำใจให้ความเป็นธรรมในมวลหมู่มนุษย์และสัตว์ดิรัจฉานทั่วไป นิสัยของมนุษย์สมบัติจะพรรณนาให้จบในที่นี้ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องยาว
ให้สังเกตดูได้ว่า มนุษย์สมบัติอยู่ที่ไหน จะเกิดความอบอุ่นใจเย็นใจกับผู้ได้สัมผัส ความซื่อสัตย์สุจริตจะมีพร้อมอย่างสมบูรณ์ เป็นผู้รู้จักตอบบุญแทนคุณแก่ผู้มีพระคุณ เป็นผู้ไม่เห็นแก่ตัว
เป็นผู้มีน้ำใจช่วยเหลือแก่ผู้อื่น สัตว์อื่นอยู่เป็นนิตย์ เป็นผู้มีความเข้าใจในเรื่องหัวอกเขาหัวอกเราได้เป็นอย่างดี

อ้างอิง
สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน), โลก-เหนือโลก (กรุงเทพมหานคร : ชวนพิมพ์, 2527), หน้า 4.
พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ, เหตุให้เกิดทุกข์ (ซานฟรานซิสโก : วัดซานฟรานธัมมาราม, 2541), หน้า 5-6.

มนุสสเนรยิโก มนุษย์สัตว์นรก

BY Somchatchai IN , No comments

- สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ได้ให้ความหมายของมนุสสเนรยิโกว่า “มีกายเป็นมนุษย์ แต่มีจิตใจเป็นเหมือนอย่างสัตว์นรก รุ่มร้อนอยู่ด้วยอำนาจกิเลสอย่างหยาบ เพราะอำนาจของโลภโกรธหลงหรือราคะโทสะโมหะครอบงำอยู่

ทำให้เดือดร้อนอยู่ตลอดเวลาด้วยอำนาจของบรรดากิเลสทั้งหลายที่รุนแรง”

- พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้ให้ความหมายของมนุสสเนรยิโก ว่าร่างกายเป็นมนุษย์ หัวใจเป็นนรก หัวใจเป็นนรก คือมันมืด มันกลุ้มอกกลุ้มใจ ให้ทุกข์ให้ร้อน ดูเอาซิ นั่นแหละนรก ดับขันธ์ไปแล้วก็ไปนรกซี่ ได้รับความทุกข์ยากความลำบากรำคาญ นี่มนุษย์เช่นนี้

ทีนี้ถ้าไม่ไปเป็นอย่างนั้น เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่ต่ำช้า หัวใจต่ำช้า อย่างอธิบายมาแล้ว ต่ำช้ายังไงล่ะ เป็นใบ้บ้าเสียจริต หูหนวกตาบอด ปากกืด กระจอกงอกง่อย ขี้ทูดกุฏฐัง ตกระกำลำบาก แน่ะ มนุษย์หัวใจเป็นยังงั้น ถ้าเกิดเป็นมนุษย์อีกก็เป็นมนุษย์ที่ต่ำช้า ดูซิ ใจเราทุกคน

ไม่ว่าพระว่าเณร ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย เอ้าดู อธิบายให้ฟัง ถ้ามันเป็นอย่างนั้นเราไม่ต้องการก็เลิกก็ละเสีย ให้รู้จักดีรู้จักชั่ว รู้จักผิดรู้จักถูก รู้จักฟัง อธิบายให้ฟัง

อ้างอิง
สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน), โลก-เหนือโลก (กรุงเทพมหานคร : ชวนพิมพ์, 2527), หน้า 3.
พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, “มนุษย์ 7 จำพวก,” 27 กรกฎาคม 2518, 5 มกราคม 2560 <http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=52218>.

คำว่าสัตว์มีชีวิต แปลจากคำว่า ปาณะ คืออินทรีย์ที่หายใจ ที่มีชีวิตเป็นอยู่ หมายถึงมนุษย์และดิรัจฉานทั่วไปทุกชนิด เพราะเมื่อมีชีวิตเป็นอยู่ก็ต้องหายใจเหมือนกันหมด การหายใจหมายถึงความมีชีวิต หรือความมีชีวิตก็หมายถึงการหายใจ

BY Somchatchai IN , No comments

..แล้วทางพระถือว่าตายหรือยังคะ คนไข้ที่ว่าสมองตาย แต่ว่าอวัยวะภายในยังทำงานปกติอยู่ ถือว่าชีวิต ถือว่าสิ้นลมไปหรือยัง ? //

สมเด็จพระญาณสังวร ..ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากการฆ่าสัตว์มีชีวิต คำว่าสัตว์มีชีวิต แปลจากคำว่า ปาณะ คืออินทรีย์ที่หายใจ ที่มีชีวิตเป็นอยู่ หมายถึงมนุษย์และดิรัจฉานทั่วไปทุกชนิด เพราะเมื่อมีชีวิตเป็นอยู่ก็ต้องหายใจเหมือนกันหมด

การหายใจหมายถึงความมีชีวิต หรือความมีชีวิตก็หมายถึงการหายใจ คำว่า ปาณา จึงแปลฟังง่ายๆ ว่า สัตว์มีชีวิต ซึ่งหมายถึงทั้งมนุษย์ ทั้งดิรัจฉานที่ยังหายใจได้อยู่ดังกล่าวนี้

การฆ่าคือการทำให้ตายด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็ตาม ตลอดจนถึงการทำให้แท้งลูก ก็ชื่อว่าการฆ่าเหมือนกัน เว้นจากการฆ่าสัตว์ที่มีชีวิต คือความตั้งใจงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ทุกชนิด..

จากหนังสือ มนุษยธรรม พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังหปริณายก
https://www.sangharaja.org/download-book.php //




ฆราวาสถามหลวงตาศิริ : แล้วทางพระถือว่าตายหรือยังคะ คนไข้ที่ว่าสมองตาย แต่ว่าอวัยวะภายในยังทำงานปกติอยู่ ถือว่าชีวิต ถือว่าสิ้นลมไปหรือยัง

หลวงตาศิริ : เอ๊า มันมีลมหายใจอยู่เนาะ วิญญาณก็ยังวิ่งเข้าวิ่งออกได้อยู่ ถ้าวิญญาณออกจากร่างกายไปถึงจะเรียกว่าตาย..

..ถ้าพูดตามภาษาแพทย์ว่าตาย ถ้าตามภาษาเรา ยังมีวิญญาณวิ่งเข้าวิ่งออกอยู่ ยังไม่ตาย ถ้าเราไปทำก็ล่วงเกินเขา..

..อันนี้มันกินข้าวกินน้ำเป็นอยู่.. ..มีมีรู้สึกตัวอยู่ ถ้ามีลมหายใจ ถ้าลมหายใจไม่เข้าไปเลี้ยง จึงจะหมด อัสสาสะ ปัสสาสะ เรียกกายสังขาร เป็นสังขารไปปรุงแต่งกาย ให้อยู่ได้ ถ้าไม่มี อัสสาสะ ปัสสาสะ ลมไม่เข้าไม่ออก ก็ จึงเรียกว่ามันหมด

แม้ลมไม่เข้าไม่ออก ก็ยังไม่หมดนะ มันจะคืนมารู้สึกมีลมอีกทีหลังอยู่ได้ ฉะนั้นคนตายยังไม่ตายสนิท ยังไม่ตายสนิท พอลมหายใจขาด เค้ายังไปปั้มอยู่ คืนมาได้อยู่ หรือมานอนอยู่ หลายๆชั่วโมง มันอาจจะทำงานคืนมาอีกก็ได้..

บางส่วนจาก 014.หลวงตาศิริ อินฺทสิริ สนทนาธรรมปิดคอร์สช่วงสาย 15 พฤศจิกายน 2558
https://www.4shared.com/get/_GgFJPWpei/014___15__2558.html
(39:14 - 39:31, 40:10 - 40:23, 42:14 - 42:17, 42:21 - 43:21)