Showing posts with label หลวงปู่ฝั้น อาจาโร. Show all posts
Showing posts with label หลวงปู่ฝั้น อาจาโร. Show all posts

26.7.18

มนุสสเทโว มนุษย์เทวดา

BY Somchatchai IN , , No comments

- สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ได้ให้ความหมายของมนุสสเทโวว่า “มนุษย์ที่มีใจเป็นเทพเป็นเทวดา ประกอบด้วยหิริโอตตัปปะ ความละอายความเกรงกลัวต่อความชั่ว ปฏิบัติตนอยู่ในธรรมอันขาวสะอาด มีศีล 5 เป็นต้น เป็นผู้สงบ เป็นสัตบุรุษ คือคนดี”

- พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้ให้ความหมายของมนุสสเทโว ว่า “ร่างกายเป็นมนุษย์ หัวใจเป็นเทวธิดา เทวบุตร หัวใจมีทาน มีศีล มีภาวนา รู้จักเคารพนอบน้อม รู้จักกราบรู้จักไหว้ ใจมีหิริโอตตัปปะ ละอายบาป กลัวบาป ใจเบิกบาน ใจสว่างไสว ใจดี ดับขันธ์ก็ไปเป็นเทวบุตรเทวธิดา”

- พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ได้ให้ความหมาย มนุสสเทโวว่า “มนุษย์ที่มีศีลธรรม คือมีความละอายบาป มีความละอายความชั่วกลัวต่อความผิด สิ่งที่ตนทำไม่ดีไม่งาม เห็นโทษอยู่ตลอดเวลา อันนี้เรียกว่ามนุษย์เทวดา ธรรมของเทวดามีอยู่ 2 ประการ คือความละอายบาปกับกลัวบาป”

- พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ ได้ให้ความหมาย มนุสสเทโวว่า มนุษย์ที่มีจิตใจเป็นเทวดา เรียกว่ามนุษย์ใจบุญ มีคุณธรรมประจำตัว เป็นผู้มีหิริ ความละอายในการทำชั่วทางกาย และมีความละอายในการพูดชั่วเป็นนิสัย โอตตัปปะ เป็นผู้มีจิตใจกลัวในบาปอกุศล และกลัวในผลของบาปจะตามสนอง เป็นผู้มีความรักความสงสารในหมู่มนุษย์ด้วยกัน และมีความรักความสงสารในหมู่สัตว์ทั่วไป เป็นผู้มีนิสัยช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ

อ้างอิง
สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน), โลก-เหนือโลก (กรุงเทพมหานคร : ชวนพิมพ์, 2527), หน้า 4.
พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, “มนุษย์ 7 จำพวก,” 27 กรกฎาคม 2518, 5 มกราคม 2560 <http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=52218>.
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี). (10 กันยายน 2556). มนุษย์มีหลายประเภท. [Video file]. ค้นจาก https://www.youtube.com/watch?v=7lwlBSfwAYI
พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ, เหตุให้เกิดทุกข์ (ซานฟรานซิสโก : วัดซานฟรานธัมมาราม, 2541), หน้า 5.

มนุสสเนรยิโก มนุษย์สัตว์นรก

BY Somchatchai IN , No comments

- สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ได้ให้ความหมายของมนุสสเนรยิโกว่า “มีกายเป็นมนุษย์ แต่มีจิตใจเป็นเหมือนอย่างสัตว์นรก รุ่มร้อนอยู่ด้วยอำนาจกิเลสอย่างหยาบ เพราะอำนาจของโลภโกรธหลงหรือราคะโทสะโมหะครอบงำอยู่

ทำให้เดือดร้อนอยู่ตลอดเวลาด้วยอำนาจของบรรดากิเลสทั้งหลายที่รุนแรง”

- พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้ให้ความหมายของมนุสสเนรยิโก ว่าร่างกายเป็นมนุษย์ หัวใจเป็นนรก หัวใจเป็นนรก คือมันมืด มันกลุ้มอกกลุ้มใจ ให้ทุกข์ให้ร้อน ดูเอาซิ นั่นแหละนรก ดับขันธ์ไปแล้วก็ไปนรกซี่ ได้รับความทุกข์ยากความลำบากรำคาญ นี่มนุษย์เช่นนี้

ทีนี้ถ้าไม่ไปเป็นอย่างนั้น เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นมนุษย์ที่ต่ำช้า หัวใจต่ำช้า อย่างอธิบายมาแล้ว ต่ำช้ายังไงล่ะ เป็นใบ้บ้าเสียจริต หูหนวกตาบอด ปากกืด กระจอกงอกง่อย ขี้ทูดกุฏฐัง ตกระกำลำบาก แน่ะ มนุษย์หัวใจเป็นยังงั้น ถ้าเกิดเป็นมนุษย์อีกก็เป็นมนุษย์ที่ต่ำช้า ดูซิ ใจเราทุกคน

ไม่ว่าพระว่าเณร ไม่ว่าผู้หญิงผู้ชาย เอ้าดู อธิบายให้ฟัง ถ้ามันเป็นอย่างนั้นเราไม่ต้องการก็เลิกก็ละเสีย ให้รู้จักดีรู้จักชั่ว รู้จักผิดรู้จักถูก รู้จักฟัง อธิบายให้ฟัง

อ้างอิง
สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน), โลก-เหนือโลก (กรุงเทพมหานคร : ชวนพิมพ์, 2527), หน้า 3.
พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, “มนุษย์ 7 จำพวก,” 27 กรกฎาคม 2518, 5 มกราคม 2560 <http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=52218>.

25.7.18

มนุสสติรัจฉาโน มนุษย์ดิรัจฉาน

BY Somchatchai IN , , No comments

สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน) ได้ให้ความหมายของมนุสสติรัจฉาโนว่า “มนุษย์ที่มีจิตใจปราศจากความละอาย เกรงกลัวต่อบาป”

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้ให้ความหมายของมนุสสติรัจฉาโน ว่า “ร่างกายเป็นมนุษย์ หัวใจเป็นสัตว์เดรัจฉาน คือมันขี้เกียจขี้คร้าน รับอาหารแล้วก็นอน ไม่รู้จักการกราบ ไม่รู้จักการไหว้ ไม่รู้จักการรักษาศีลภาวนา ทำบุญให้ทานอะไร เหมือนกับสัตว์เดรัจฉานน่ะ มนุษย์เช่นนั้นแหละตายไปก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน”

พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ ได้ให้ความหมายของมนุสสติรัจฉาโน ว่า ดูรูปร่างลักษณะเป็นมนุษย์อยู่ก็ตาม แต่ใจเหมือนสัตว์ดิรัจฉาน เป็นคนใจต่ำทราม ไม่มีความละอายในการกระทำของตัวเอง จะหาความสุขที่ไหนก็ทำตามใจตัวเอง จะมีคนอื่นเห็น ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีสติปัญญาความสำนึกว่าอะไรควรหรือไม่ควร

เป็นผู้มีราคะโทสะจัด ไม่มีความอดทน ทำอะไรไปตามความต้องการ เป็นผู้มีนิสัยเหี้ยมโหดก้าวร้าว ไม่พอใจไม่ชอบใจกับใครๆ ก็จะหาวิธีกลั่นแกล้งให้คนอื่นเกิดความเสียหายอยู่เรื่อยไป ในลักษณะใจที่เป็นสัตว์ดิรัจฉาน

อ้างอิง
สมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒโน), โลก-เหนือโลก (กรุงเทพมหานคร : ชวนพิมพ์, 2527), หน้า 3.
พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, “มนุษย์ 7 จำพวก,” 27 กรกฎาคม 2518, 5 มกราคม 2560 <http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=52218>.
พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ, เหตุให้เกิดทุกข์ (ซานฟรานซิสโก : วัดซานฟรานธัมมาราม, 2541), หน้า 6-7.

5.3.17

- ธรรมะแปดหมื่นสี่พันไม่ใช่อะไร รวมแล้วได้แก่ พระสูตรคือลมหายใจเข้า พระวินัยคือลมหายใจออก พระปรมัตถ์ผู้รู้ที่อยู่ข้างใน ..หลวงปู่ฝั้น อาจาโร - พระสูตรคือสูดลมเข้า พระวินัยคือหายใจออก ส่วนองค์พระปรมัตถ์คือพุทโธ สิงสถิตย์อยู่ในลมหายใจนี่เอง ..หลวงตาศิริ อินฺทสิริ

BY Somchatchai IN , , No comments

- ธรรมะแปดหมื่นสี่พันไม่ใช่อะไร รวมแล้วได้แก่ พระสูตรคือลมหายใจเข้า พระวินัยคือลมหายใจออก พระปรมัตถ์ผู้รู้ที่อยู่ข้างใน ..หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

- พระสูตรคือสูดลมเข้า พระวินัยคือหายใจออก ส่วนองค์พระปรมัตถ์คือพุทโธ สิงสถิตย์อยู่ในลมหายใจนี่เอง ..หลวงตาศิริ อินฺทสิริ


หลวงตาศิริ เทศนาแจกแจงอธิบาย..

..หรือพูดย่อให้ฟังอีก ง่ายเข้าไปอีก นะ เวลาเราเข้าใจแล้วมัน จึงจะไปปฏิบัติได้ พระสูตร พระวินัย พระปรมัตถ์ ย่อลงไปอีก นอกจากกายวาจาใจแล้ว มันย่อใส่อีก

พระสูตร คือสูดลมเข้า ยิ่งง่ายใช่มั้ยทีหนิหือ เห็นลมเข้ามั้ยล่ะ เห็นลมหายใจเข้าก็เรียกว่า เห็นพระสูตร ต้องรู้จักลมเข้า ลมออก ลมหยาบ ลมละเอียด ลม นั้นก็เรียกว่าเรียนจบพระสูตร ง่ายมั้ยล่ะมีแต่หายใจทิ้งอยู่นั่นแหละ

พระวินัยคือหายใจออก พระสูตร คือสูดลมเข้า พระวินัยคือหายใจออก ส่วนองค์พระปรมัตถ์คือพุทโธ สิงสถิตย์อยู่ในลมหายใจนี่เอง สี่หมื่นสองพัน สิงสถิตย์อยู่ในลมหายใจนี่

ถ้าเราอยากเห็นองค์พระปรมัตถ์ เราก็ดับพระสูตร พระวินัยลง เพราะว่าพุทโธ พระปรมัตถ์คือธรรมอันละเอียดยิ่งๆขึ้นไป อาศัยอยู่ในลมหายใจก็คือจิตนั้นเองนะ อาศัยอยู่ในลม

เมื่อดับพระสูตร พระวินัยลง ก็เห็นองค์พระปรมัตถ์ ฉะนั้นการภาวนาเค้าจึงให้เอาลมหายใจเป็นขั้วใหญ่..


หลวงปู่แหวนสอนเรื่องพระวินัย..

..อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ให้พิจารณาเรื่องของสังขารเขาปรุงเขาแต่ง เขาเกิด เขาดับ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปๆ

ถ้ามีสติอยู่ก็นำออกมาเสีย วินัยก็คือการนำความชั่ว ที่เกิดทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นี้แหละ ให้หมด

รูป มาทางตา เป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม รูปมีวิญญาณก็ดี ไม่มีวิญญาณก็ดี นำออกในปัจจุบัน จาโคปฏินิสฺสคฺโค ละคืนเสีย..

--------------------------

พระอาจารย์แหวน สุจิณโณ " วินัยและศีลคือการนำความชั่วออก " https://www.facebook.com/LuangpuWaenSujinno/photos/a.390936171072553.1073741828.390535824445921/529184023914433/?type=3&theater

อาจาโรวาท หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ข้อ ๔๓ http://wataz.org/th/index.php?option=com_content&view=article&id=134:2011-08-17-00-45-10&catid=21&Itemid=39

บางส่วนจากพระธรรมเทศนาหลวงตาศิริ อินฺทสิริ แสดงธรรม ณ บ้านคุณพรทิพย์ ๒๔ พ.ค. ๕๙
https://youtu.be/JyyeOOk65VA?t=9m52s
(9:52 - 11:42)

12.2.17

ญาติโยมว่าศาสนาอยู่กับพระ พระว่าศาสนาอยู่กับพระพุทธเจ้า เลยพากันทอดธุระหมด ข้อนี้ให้รู้จัก ตัวเราคือตัวพระพุทธศาสนา

BY Somchatchai IN No comments

- พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ที่ใจ ในใจ

- สรุปหัวข้อใจความในพระพุทธศาสนา คือ กายกับใจเป็นที่ตั้งแห่งมรรคและผล

- ให้มาดูรูปธรรมนามธรรม รูปธรรมคืออัตภาพร่างกายของเรานี้ นามธรรมคือดวงใจของเรา มันจะอยู่ชั้นใด ภูมิใดภพใด ดูให้มันเห็นซี่

- เราทั้งหลายมาอย่างนี้ ก็ต้องการแสวงหาที่พึ่งอันแท้จริงของตน เราจะเอาอะไรเป็นสรณะที่พึ่งในสามโลกนี้ ไม่มีสิ่งอื่นนอกจากพุทโธ ธัมโม สังโฆ เท่านี้หละมีเท่านี้ ให้พึงรู้พึงเข้าใจ

- ต้องนั่งพิจารณาดูให้มันรู้มันเห็น ไม่ต้องไปหาที่ไหนนะ ให้ดูสิ่งที่มีอยู่ในใจเรานี่หละ มันมืดหรือมันสว่าง นี่หละอัตตะโนนาโถ เป็นที่พึ่งของตนแท้

- ญาติโยมว่าศาสนาอยู่กับพระ พระว่าศาสนาอยู่กับพระพุทธเจ้า เลยพากันทอดธุระหมด ข้อนี้ให้รู้จัก ตัวเราคือตัวพระพุทธศาสนา

- หัวข้อใจความในพระพุทธศาสนา คือ กายกับใจนี้ เป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธศาสนา เป็นที่ตั้งแห่งคุณพระพุทธเจ้า เป็นที่ตั้งแห่งพระธรรม เป็นที่ตั้งแห่งพระสงฆ์ เป็นที่ตั้งแห่งมรรคและผล

 บางส่วนจาก อาจาโรวาท หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ข้อ ๑๑, ๗๖, ๘๙, ๑๐๑, ๑๑๓, ๑๑๔, ๑๑๙
http://wataz.org/th/index.php?option=com_content&view=article&id=134%3A2011-08-17-00-45-10&catid=21&Itemid=39

ปัญญาคือ ความรอบรู้ในกองสังขาร

BY Somchatchai IN No comments

- ปัญญาคือ ความรอบรู้ในกองสังขาร

- พุทธะคือ ผู้รู้ มันมีอยู่ยังงั้น มันดับไม่เป็น สูญไม่เป็น

- ให้สติกำหนดที่ผู้รู้อย่าส่งไปข้างหน้าข้างหลัง ข้างซ้ายข้างขวา ข้างบนข้างล่าง อดีตอนาคต กำหนดอยู่ที่ผู้รู้แห่งเดียวเท่านั้นหละ

- อกุสลัง จิตตัง อกุศลจิต คือ จิตทุกข์จิตยาก จิตวุ่นจิตวาย จิตเดือดร้อน จิตฟุ้งซ่าน รำคาญนี่ให้พิจารณาดูซี่ มันไม่ได้เกิดจากอื่น อกุศลทั้งหลายมันเกิดจากจิต

อาจาโรวาท หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ข้อ ๕, ๗, ๑๐, ๕๒

http://wataz.org/th/index.php?option=com_content&view=article&id=134%3A2011-08-17-00-45-10&catid=21&Itemid=39

21.1.17

ธรรมทั้งหลาย กุศลธรรม อกุศลธรรม เราทำมาทั้งหมด

BY Somchatchai IN No comments

- ธรรมทั้งหลาย กุศลธรรม อกุศลธรรม เราทำมาทั้งหมด มิใช่เทวบุตรเทวธิดาทำให้พระอินทร์พระพรหมทำให้ ธรรมทั้งหลายไม่ได้เกิดจากท้องฟ้าอากาศ ต้นไม้ภูเขาเลากา จากบ้านจากเมืองถนนหนทาง เกิดจากดวงใจของเรา

อาจาโรวาท หลวงปู่ฝั้น อาจาโร ข้อ ๘๖

http://wataz.org/th/index.php?option=com_content&view=article&id=134:2011-08-17-00-45-10&catid=21&Itemid=39

4.12.16

เราไม่อยากเป็นกรรมเป็นเวร เราก็ต้องตัด ตัดอารมณ์น่ะล่ะ ให้อยู่ในที่รู้ ให้กำหนดดูความรู้ อยู่ตรงไหนแล้วเราก็เพ่งอยู่ตรงนั้น

BY Somchatchai IN No comments

- เราไม่อยากเป็นกรรมเป็นเวร เราก็ต้องตัด ตัดอารมณ์น่ะล่ะ ให้อยู่ในที่รู้ ให้กำหนดดูความรู้ อยู่ตรงไหนแล้วเราก็เพ่งอยู่ตรงนั้น

- ปัญญาคือ ความรอบรู้ในกองสังขาร

อาจาโรวาท หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ข้อ ๔, ๕

http://wataz.org/th/index.php?option=com_content&view=article&id=134:2011-08-17-00-45-10&catid=21&Itemid=39

15.11.16

พุทธะคือ ผู้รู้ มันมีอยู่ยังงั้น มันดับไม่เป็น สูญไม่เป็น

BY Somchatchai IN No comments

- พุทธะคือ ผู้รู้ มันมีอยู่ยังงั้น มันดับไม่เป็น สูญไม่เป็น
- ผู้รู้ไม่ใช่ของแตกของทำลาย ของตายของดับ
- สมุทัย คือ มหาสมุทร จมในมหาสมุทร คือ หลงสมมุติ
- ธรรมะแปดหมื่นสี่พันไม่ใช่อะไร รวมแล้วได้แก่ พระสูตรคือลมหายใจเข้า พระวินัยคือลมหายใจออก พระปรมัตถ์ผู้รู้ที่อยู่ข้างใน
- พุทธะคือ ผู้รู้ ความรู้นี้ไม่ใช่สว่างไม่ใช่แจ้ง ไม่ใช่หลง ความที่มันหลงเราก็รู้อยู่ มืดเราก็รู้อยู่ สว่างเราก็รู้อยู่ สุขมันก็รู้ทุกข์ก็รู้ยังงี้
- กรรมทั้งหลายไม่ได้มาจากอื่นไกล เกิดจากใจ จากวาจา จากกายของเราเอง

อาจาโรวาท หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
ข้อ ๗, ๒๐, ๓๕, ๔๓, ๖๕, ๗๓

http://wataz.org/th/index.php?option=com_content&view=article&id=134:2011-08-17-00-45-10&catid=21&Itemid=39

15.9.16

นี่เราไปก่อกรรมก่อเวร สมมติเป็นอันโน้น สมมติเป็นอันนี้ มันก็หลงสมมตินี่ซิ สัตว์ทั้งหลายคาอยู่ที่นี่

BY Somchatchai IN No comments

จงเพ่งพิจารณาให้มันรู้มันเห็นซิ พอเราจำแนกแจกสิ่งเหล่านั้นแล้วจิตของเราก็เป็นหนึ่งอยู่ มันไม่มีคน ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีผู้ ไม่มีคน ไม่มีบ้าน ไม่มีเมือง

ไม่มีอะไรซักอย่าง จิตมันก็วางหมดละ พอจิตมันว่างหมดแล้วก็ไม่มีอะไร ไม่มีภัย ไม่มีเวร

นี่เราไปก่อกรรมก่อเวร สมมติเป็นอันโน้น สมมติเป็นอันนี้ มันก็หลงสมมตินี่ซิ สัตว์ทั้งหลายคาอยู่ที่นี่ จมในมหาสมุทรนี่ ข้ามไม่ได้ ต้องพ้นจากสมมติซิ

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนา  หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

http://www.dhammathai.org/monktalk/dbview.php?No=196

18.8.16

ถ้าตนไม่ก่อภพก่อชาติแล้วมันจะมาจากไหนล่ะ

BY Somchatchai IN No comments

..ในคำสอนท่านว่า อัชฌัตตาวา พหิทธา อัชฌัตตา คือภายใน พหิทธา คือภายนอก ภายนอกคือนอกจากจิตของเรา ภายในคือในจิตของเรา ผู้นี้เป็นผู้ปรุง ผู้นี้เป็นผู้แต่ง

เหตุนั้นพระพุทธเจ้าจึงให้น้อมเข้ามาพิจารณาภายในของเรา ปัจจัตตัง รู้จำเพาะตนเท่านั้น ถ้าตนไม่ก่อภพก่อชาติแล้วมันจะมาจากไหนล่ะ ไม่ก่อกรรมก่อเวรแล้วกรรมเวรมันจะมาจากไหนล่ะ

ถ้าจิตของเราสงบนิ่ง มันไม่ส่งไปข้างหน้ามาข้างหลัง ข้างซ้ายข้างขวาข้างบนข้างล่าง ตั้งเฉพาะท่ามกลางความรู้อยู่นั้น มันไม่สำคัญมั่นหมายอดีตอนาคต กำหนดดูอยู่แต่ในปัจจุบันนี้

นั่งดูอยู่เดี๋ยวนี้ มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ทุกข์ก็เราไปว่าเอา สุขก็เราไปว่าเอา เมื่อเราไม่ว่าสุขแล้วมันจะมีไหม นั่น เราไปยึดเอาสุขมันก็เลยเป็นสุข เราไปยึดเอาทุกข์มันก็เป็นทุกข์

เพราะฉะนั้นเราต้องสงบนิ่งอยู่ อย่าให้โอนเอียงไปนั่นไปนี่ ให้ตั้งอยู่ที่ พุทโธ คือ ผู้รู้อยู่ภายใน..

บางส่วนจาก  สิ้นภพสิ้นชาติ

พระธรรมเทศนา โดยหลวงปู่ฝั้น อาจาโร
วัดป่าอุดมสมพร อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&catid=37:enlightenment&id=776:2012-05-02-03-55-34