Showing posts with label หลวงพ่อพุธ ฐานิโย. Show all posts
Showing posts with label หลวงพ่อพุธ ฐานิโย. Show all posts

16.9.18

ในขณะที่เราบริกรรมภาวนาพิจารณาธรรมอันใดอันหนึ่งก็ตาม ในขณะที่เราบริกรรมหรือพิจารณาอยู่ จิตของเราอาจจะไม่สงบ และอาจจะไม่มีความรู้ใดๆ เกิดขึ้น ก็ขอได้โปรดอย่าท้อถอย ให้ใช้ขันติ ความอดทน พยายามปฏิบัติไป วันหนึ่งก็จะต้องเห็นผลอย่างแน่นอน ขอให้เราตั้งใจทำจริง ปฏิบัติจริงเท่านั้นเป็นพอ โดยยึดหลักโพชฌงค์ว่า ภาวิตา - อบรมให้มากๆ พหุลีกตา กระทำให้มากๆ คือ ทำทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน เว้น แต่เวลาหลับ การทำสมาธิมิได้หมายความว่าเราจะมากำหนดจิตบริกรรมภาวนาหรือมาพิจารณาเฉพาะในขณะนั่งหลับตาเท่านั้น

BY Somchatchai IN No comments

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ..ในขณะที่เราบริกรรมภาวนาพิจารณาธรรมอันใดอันหนึ่งก็ตาม ในขณะที่เราบริกรรมหรือพิจารณาอยู่ จิตของเราอาจจะไม่สงบ และอาจจะไม่มีความรู้ใดๆ เกิดขึ้น ก็ขอได้โปรดอย่าท้อถอย ให้ใช้ขันติ ความอดทน พยายามปฏิบัติไป วันหนึ่งก็จะต้องเห็นผลอย่างแน่นอน ขอให้เราตั้งใจทำจริง ปฏิบัติจริงเท่านั้นเป็นพอ

โดยยึดหลักโพชฌงค์ว่า ภาวิตา - อบรมให้มากๆ พหุลีกตา กระทำให้มากๆ คือ ทำทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน เว้น แต่เวลาหลับ การทำสมาธิมิได้หมายความว่าเราจะมากำหนดจิตบริกรรมภาวนาหรือมาพิจารณาเฉพาะในขณะนั่งหลับตาเท่านั้น

แม้เวลาอื่นนอกจากการปฏิบัติ คือนอกจาการเดินจงกรมและจากการนั่งสมาธิ เราจะทำอะไร จะพูด จะคิด จะดื่ม จะฉัน จะรับประทานอะไรก็ตาม ให้มีสติสัมปชัญญะคอยกำกับ และเอาตัวรู้สะกดตามไปด้วย คือ ให้มีผู้รู้

ในเมื่อเรามีสติสัมปชัญญะกำกับรู้กิริยาอาการ ความเคลื่อนไหวของเราอยู่ทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เราก็มีสติสังวรอยู่ การที่มีสติสังวรอยู่ สํวโร คือ การสำรวม การสำรวม ก็คือ ศีล ความตั้งมั่นจดจ้องต่อการสังวรระวัง อันนั้นก็คือ สมาธิ ความมีสติสัมปชัญญะ รู้รอบคอบอยู่ทุกอิริยาบถนั้น คือตัว ปัญญา

ขอให้ท่านนักปฏิบัติทั้งหลายพึงเข้าใจตามนัยที่กล่าวมานี้..

บางส่วนจาก การพิจารณาธาตุววัฏฐาน - พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
บทอบรมกรรมฐาน ครั้งที่ ๙ วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๑
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_poot/lp-poot_42.htm

31.8.18

การเกิดเป็นมนุษย์นี้สุดวิเศษ อย่าดูถูกความเป็นมนุษย์ของตัวเอง ปัญหาอยู่ที่ว่ามนุษย์นึกถึงศักดิ์ศรีของตัวเองหรือเปล่า เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาว่าเราเกิดเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์หรือไม่ มนุษย์เรานี้เป็นได้ทั้งพระพุทธเจ้า เป็นได้ทั้งพระพรหม เทวดา สัตว์ แม้แต่เปรตก็เป็นได้

BY Somchatchai IN No comments

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ..การเกิดเป็นมนุษย์นี้สุดวิเศษ อย่าดูถูกความเป็นมนุษย์ของตัวเอง ปัญหาอยู่ที่ว่ามนุษย์นึกถึงศักดิ์ศรีของตัวเองหรือเปล่า เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาว่าเราเกิดเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์หรือไม่

มนุษย์เรานี้เป็นได้ทั้งพระพุทธเจ้า เป็นได้ทั้งพระพรหม เทวดา สัตว์ แม้แต่เปรตก็เป็นได้

 มนุษย์โดยสมบูรณ์นั้น ได้แก่ มนุสสมนุสโส คือกายเป็นมนุษย์จิตใจก็เป็นมนุษย์ด้วย ในขณะใดที่มีศีลธรรม มีความโอบอ้อมอารี มีความรักใคร่ปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่คิดที่จะข่มเหงรังแกใคร

ในขณะนั้นกายเป็นมนุษย์ จิตใจก็เป็นมนุษย์ เรียกว่ามนุสสมนุสโส..

พระธรรมเทศนา พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย) - เข้าถึงความเป็นพุทธะแห่งจิต
http://www.thaniyo.com/news-and-event/2009-09-20-03-48-02

30.8.18

อันนี้ก็แก้ข้อข้องใจเพราะว่ามีใครต่อใครเค้ามาถาม หรืออาจจะเข้าใจผิดว่า เราไม่ได้บวชรักษาศีล 5 นี่มันไม่ใช่ มันไม่ถึงมรรคผลนิพพาน บางท่านก็เข้าใจเช่นนั้น เพราะฉะนั้นขอได้โปรดทำความเข้าใจว่า คฤหัสถ์มั่นคงในศีล 5 แล้วเจริญสมาธิภาวนาก็ได้สำเร็จมรรคผลนิพพานเช่นเดียวกัน

BY Somchatchai IN No comments

พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ..เราจะรักษาแต่เพียงแค่ศีล 5 จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ถึงมรรคผลนิพพานได้หรือไม่ คำตอบ ก็มีนางวิสาขา มหาอุบาสิกาเป็นตัวอย่าง ท่านอนาถบิณฑิก มหาเศรษฐี เป็นตัวอย่าง

ท่านเหล่านั้น ก็เป็นคฤหัสถ์ครองเรือนมีครอบมีครัวเหมือนอย่างเราๆท่านๆ แต่ท่านยึดมั่นในศีล 5 ประการแล้วปฏิบัติ ก็ได้สำเร็จพระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคล ทั้งๆที่ยังมีเครื่องแต่งตัวขาวๆแดงๆ อยู่อย่างเราธรรมดา

เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่มีโอกาสที่จะได้บวชในพระพุทธศาสนา ถ้าตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติกันอย่างจริงจัง มรรคผลนิพพานพระพุทธเจ้ามิได้ผูกขาดเอาไว้สำหรับนักบวชโดยตรง แม้แต่คฤหัสถ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็สามารถได้บรรลุมรรคผลนิพพานเช่นเดียวกัน

อันนี้ก็แก้ข้อข้องใจเพราะว่ามีใครต่อใครเค้ามาถาม หรืออาจจะเข้าใจผิดว่า เราไม่ได้บวชรักษาศีล 5 นี่มันไม่ใช่ มันไม่ถึงมรรคผลนิพพาน บางท่านก็เข้าใจเช่นนั้น เพราะฉะนั้นขอได้โปรดทำความเข้าใจว่า

คฤหัสถ์มั่นคงในศีล 5 แล้วเจริญสมาธิภาวนาก็ได้สำเร็จมรรคผลนิพพานเช่นเดียวกัน..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย - ศีลเป็นคุณธรรมของมนุษย์
https://youtu.be/2dM64c3CBy8?t=19m5s (19:05 - 20:38)

27.1.18

แต่ในบางครั้งเมื่อตาเมื่อจิตยังไม่ละความรู้สึกว่ามีกายเดิม ยังผูกพันอยู่กับกายเดิม จะส่งกระแสจิตออกไปข้างนอก ก็ไปมองเห็นสี แสง เสียง รูปภาพต่างๆ แต่มิได้ละกายเดิมเดินไปดังที่กล่าวแล้ว สิ่งที่มองเห็นทั้งหลายเหล่านั้นเป็นนิมิต นิมิตอันนี้มาจากไหน จิตเป็นผู้สร้างมโนภาพขึ้นมา ดังนั้นครูบาอาจารย์ผู้ท่านชำนาญในการปฏิบัติ ท่านจึงให้กำหนดรู้ว่าเป็นเพียงอารมณ์จิตเท่านั้น อย่าไปยึดว่าเป็นจริงเป็นจัง

BY Somchatchai IN No comments

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ..สงบแว็บแรกเพียงขณะจิตหนึ่ง เป็นอุปจารสมาธิ สงบนิ่งนานจิตมีความสว่าง เป็นอุปจารสมาธิ ตอนนี้กายเต็มตัวยังปรากฏอยู่ ลมหายใจก็ยังปรากฏอยู่ ในช่วงนี้แหละที่จะทำให้เรา รู้สึกเกิดมีปีติ มีความสุขใจ

ทำให้ร่างกายสั่นโยก หรือมีอาการต่างๆเกิดขึ้น ดังที่กล่าวแล้วในเบื้องต้น แหละในตอนนี้แหละ ซึ่งจิตสงบสว่างแล้ว กระแสจิตจะส่งออกไปข้างนอก จะส่งออกไป ความสว่างแห่งจิตเป็นสื่อ นำความรู้สึกส่งกระแสออกไปตามความสว่าง

บางทีบางครั้ง จิตของผู้ภาวนาละฐานที่ตั้งดั้งเดิม คือพอหมดความรู้สึกว่ามีกาย แล้วจะทิ้งกายเดิม ไปสร้างกายใหม่ขึ้นมา จึงปรากฏประหนึ่งว่า เราได้เดินไปในที่ต่างๆ ไปพบคนพบสัตว์ พบเทวดาอินทร์พรหมยมยักษ์

แล้วแต่เราจะเข้าใจว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร บางทีก็ไปเห็นพระเห็นเจ้า เห็นพระพุทธรูป เห็นสถานที่ต่างๆ ภูเขาเลากา แล้วก็เดินท่องเที่ยวไปตามสิ่งที่เห็นนั้น ซึ่งบางทีก็ไปซะจนเป็นเวลานาน

คล้ายๆกับว่าเดินไปด้วยตนเอง หรือบางทีอาจจะไปพบเพื่อนฝูงก็จะได้คุยกัน ถามข่าวสุขทุกข์กัน ในบางครั้งจะเป็นอย่างนั้น

แต่ในบางครั้งเมื่อตาเมื่อจิตยังไม่ละความรู้สึกว่ามีกายเดิม ยังผูกพันอยู่กับกายเดิม จะส่งกระแสจิตออกไปข้างนอก ก็ไปมองเห็นสี แสง เสียง รูปภาพต่างๆ แต่มิได้ละกายเดิมเดินไปดังที่กล่าวแล้ว

สิ่งที่มองเห็นทั้งหลายเหล่านั้นเป็นนิมิต นิมิตอันนี้มาจากไหน จิตเป็นผู้สร้างมโนภาพขึ้นมา ดังนั้นครูบาอาจารย์ผู้ท่านชำนาญในการปฏิบัติ ท่านจึงให้กำหนดรู้ว่าเป็นเพียงอารมณ์จิตเท่านั้น อย่าไปยึดว่าเป็นจริงเป็นจัง

เห็นเทวดาก็เป็นเพียงมโนภาพ เห็นมนุษย์ก็เป็นเพียงมโนภาพ เห็นอะไร อะไร ก็เป็นเพียงมโนภาพ มโนภาพที่จิตของเราเองปรุงแต่งขึ้น ปรุงแต่งขึ้นด้วยอำนาจของอุปาทานที่มีอยู่ เป็นนิสัยดั่งเดิม..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย - จิตหลุดพ้น เหนือบุญเหนือบาป
https://youtu.be/E1LBbZ4H8wM?t=10m7s (10:07 - 14:10)

5.1.18

ขอให้ท่านทั้งหลายจงทำความเข้าใจในศีล 5 ประการนี้ ให้มันเข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน ศีล 5 เป็นบาปตามกฎของธรรมชาติ ใครละเมิดล้วงเกินแล้ว ไม่มีอคติ ไม่มีลำเอียง ไม่มีการยกเว้น

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่พุธ ฐานิโย : ..ขอให้ท่านทั้งหลายจงทำความเข้าใจในศีล 5 ประการนี้ ให้มันเข้าใจแจ่มแจ้งชัดเจน ศีล 5 เป็นบาปตามกฎของธรรมชาติ ใครละเมิดล้วงเกินแล้ว ไม่มีอคติ ไม่มีลำเอียง ไม่มีการยกเว้น

ใครเล่าเป็นผู้บัญญัติ ใครเป็นผู้แต่งตั้งบาปพวกนี้ขึ้น ไม่มีใครเลย พระเป็นเจ้าในศาสนาอื่น ก็ไม่ได้ตั้งขึ้น พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตั้งขึ้น แล้วก็ไม่มีมนุษย์เทวดาอินทร์พรหมยมยักษ์ ท่านใดเป็นผู้ตั้งขึ้น

แต่ธรรมชาติของเค้าเป็นไปเอง เพราะฉะนั้นจงพยายามทำความเข้าใจในหลักของธรรมชาติ..

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนาหลวงปู่พุธ ฐานิโย - เจตนาเป็นตัวกรรม
https://youtu.be/X2qm5WETZho?t=8m14s (8:14 - 9:18)

..การปฏิบัติธรรม สำคัญอยู่ที่ความตั้งใจคือเจตนา อันใดที่เป็นบาป ที่เป็นบาปโดยกฎของธรรมชาติ.. ..สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะตั้งใจละเอาโดยเจตนา เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนานั่นแหละเป็นตัวกรรม เมื่อมี เจตนาที่จะงดเว้น ความประพฤติผิดนั้นๆ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล..

BY Somchatchai IN No comments

"เจตนาที่จะงดเว้น ความประพฤติผิดนั้นๆ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล"

หลวงปู่พุธ ฐานิโย ..การปฏิบัติธรรม สำคัญอยู่ที่ความตั้งใจคือเจตนา อันใดที่เป็นบาป ที่เป็นบาปโดยกฎของธรรมชาติ.. ..สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะตั้งใจละเอาโดยเจตนา

เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนานั่นแหละเป็นตัวกรรม เมื่อมี เจตนาที่จะงดเว้น ความประพฤติผิดนั้นๆ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล..,

..การฝึกสมาธิในลัทธิอื่น ศาสนาอื่น เขาก็ฝึกกันได้ ทำกันได้ เช่นอย่างในลัทธิศาสนาพราหมณ์ เจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อเสด็จออกทรงผนวชในวาระแรก ก็ไปเรียนสมาธิในสำนักอาฬารดาบส อุทกดาบส จนจบหลักสูตรของดาบสทั้ง 2 นั้น

แต่แล้วก็ไม่ได้บรรลุคุณธรรมอันเป็นเครื่องตรัสรู้ ที่ว่าไม่ได้คุณธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้นั้น ก็เพราะเหตุว่าขาดเจตนาในการที่จะละความชั่วละบาป

จุดเริ่มของการทำความดี การปฏิบัติธรรม สำคัญอยู่ที่ความตั้งใจคือเจตนา อันใดที่เป็นบาป ที่เป็นบาปโดยกฎของธรรมชาติ เช่นการฆ่า การเบียดเบียน การข่มเหง การรังแก การอิจฉาตาร้อน

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะตั้งใจละเอาโดยเจตนา เจตนาหัง ภิกขเว กัมมัง วทามิ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า เจตนานั่นแหละเป็นตัวกรรม เมื่อมีเจตนาที่จะงดเว้น ความประพฤติผิดนั้นๆ ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีศีล

เพราะว่าสีละ หมายถึงความปกติ กายไม่ฆ่า ไม่เบียดเบียน ไม่ข่มเหง ไม่รังแก ก็ได้ชื่อว่าเป็นกายปกติ วาจาไม่พูดส่อเสียดยุยง ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดโกหก ก็ได้ชื่อว่าวาจาก็ปกติ

สิ่งที่จะพึงประพฤติล่วงด้วยกายวาจา สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เราตั้งเจตนาที่จะละ หมายถึงการละบาปทั้งปวง..

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนาหลวงปู่พุธ ฐานิโย - เจตนาเป็นตัวกรรม
https://youtu.be/X2qm5WETZho?t=1m45s (1:45 - 4:22)

28.9.17

ปภัสสรมิทัง ภิกขเว จิตตัง โดยธรรมชาติของจิตดั้งเดิมเป็นธรรมชาติประภัสสร แต่อย่าไปเข้าใจว่าจิตประภัสสร คือจิตหมดกิเลส ถึงพระนิพพาน ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นจิตสะอาด เพียงแค่สะอาด ไม่ถึงความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง

BY Somchatchai IN No comments

..สะอาดแต่ไม่บริสุทธิ์..

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย : ..ปภัสสรมิทัง ภิกขเว จิตตัง โดยธรรมชาติของจิตดั้งเดิมเป็นธรรมชาติประภัสสร แต่อย่าไปเข้าใจว่าจิตประภัสสร คือจิตหมดกิเลส ถึงพระนิพพาน ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นจิตสะอาด เพียงแค่สะอาด ไม่ถึงความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง

เหมือนกับผ้าสีขาว ไม่ถูกต้องด้วยฝุ่นละอองหรือสี มันก็ยังทรงเป็นผ้าสีขาวของมันอยู่อย่างนั้น จิตของคนเราก็เหมือนกัน ดั้งเดิมก็เป็นจิตที่เป็นสีขาว แต่ในบางครั้งจะมัวหมองขุ่นมัว เพราะอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปปรุงแต่งจิต ให้มีความยินดี ยินร้าย จึงเกิดความมัวหมอง เกิดความเศร้า เกิดความไม่สะอาด แล้วก็แสดงปฏิกิริยาออกไป ยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง แล้วก็เป็นทุกข์ อันนี้ในขณะที่กายมาปรากฏ แต่ถ้าหากว่าจิตไม่มีกายก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้

เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ที่เรามีอุบายครูบาอาจารย์ หรือพระพุทธเจ้ามีอุบายวิธีให้เราปฏิบัติกลายแบบหลายอย่าง เฉพาะแต่สมถกรรมฐานอย่างเดียวมีถึง ๔๐ แบบทั้งนี้ก็เพื่อให้นักปฏิบัติทำจิตให้สงบนิ่งเป็นสมาธิ ถึงจุดที่ไม่มีอารมณ์จิต มีแต่จิตนิ่ง สว่างไสวอยู่ รู้ตื่น เบิกบาน

ก็เพื่อที่จะให้เรารู้ว่า จิตแท้ จิตดั้งเดิมของเรานั้นเบิกบาน ก็เพื่อที่จะให้เรารู้ว่า จิตแท้ จิตดั้งเดิม ของเรานั้น เป็นอย่างไร ในเมื่อเราได้รู้ว่า จิตเก่าแก่แท้ดั้งเดิมของเรานั้น เป็นจิตที่ประภัสสร เป็นจิตที่เป็นปกติ เป็นจิตที่ค่อนข้างสะอาด แต่ไม่ถึงบริสุทธิ์ โดยสิ้นเชิง ที่ว่าไม่บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิงนั้น

ก็เพราะเหตุว่า มันไปสะอาดบริสุทธิ์ เฉพาะในขณะที่อยู่ในสมาธิ ที่ไม่มีอารมณ์ ไม่มีร่างกายตัวตน แต่เมื่อออกมาจากสมาธิมาแล้ว มามีตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ มันก็สร้างความยินดียินร้ายไปตามอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา จึงทำให้จิตเศร้าหมองบ้างผ่องแผ้วบ้าง สลับกันไปเป็นช่วง..

พระธรรมเทศนา เรื่อง สะอาดแต่ไม่บริสุทธิ์
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_poot/lp-poot_31.htm

ปภัสสรมิทัง ภิกขเว จิตตัง โดยธรรมชาติของจิตดั้งเดิมเป็นธรรมชาติประภัสสร แต่อย่าไปเข้าใจว่าจิตประภัสสร คือจิตหมดกิเลส ถึงพระนิพพาน ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นจิตสะอาด เพียงแค่สะอาด ไม่ถึงความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง

BY Somchatchai IN No comments

..สะอาดแต่ไม่บริสุทธิ์..

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย : ..ปภัสสรมิทัง ภิกขเว จิตตัง โดยธรรมชาติของจิตดั้งเดิมเป็นธรรมชาติประภัสสร แต่อย่าไปเข้าใจว่าจิตประภัสสร คือจิตหมดกิเลส ถึงพระนิพพาน ไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นจิตสะอาด เพียงแค่สะอาด ไม่ถึงความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง

เหมือนกับผ้าสีขาว ไม่ถูกต้องด้วยฝุ่นละอองหรือสี มันก็ยังทรงเป็นผ้าสีขาวของมันอยู่อย่างนั้น จิตของคนเราก็เหมือนกัน ดั้งเดิมก็เป็นจิตที่เป็นสีขาว แต่ในบางครั้งจะมัวหมองขุ่นมัว เพราะอารมณ์ที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปปรุงแต่งจิต ให้มีความยินดี ยินร้าย จึงเกิดความมัวหมอง เกิดความเศร้า เกิดความไม่สะอาด แล้วก็แสดงปฏิกิริยาออกไป ยินดีบ้าง ยินร้ายบ้าง แล้วก็เป็นทุกข์ อันนี้ในขณะที่กายมาปรากฏ แต่ถ้าหากว่าจิตไม่มีกายก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้

เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ที่เรามีอุบายครูบาอาจารย์ หรือพระพุทธเจ้ามีอุบายวิธีให้เราปฏิบัติกลายแบบหลายอย่าง เฉพาะแต่สมถกรรมฐานอย่างเดียวมีถึง ๔๐ แบบทั้งนี้ก็เพื่อให้นักปฏิบัติทำจิตให้สงบนิ่งเป็นสมาธิ ถึงจุดที่ไม่มีอารมณ์จิต มีแต่จิตนิ่ง สว่างไสวอยู่ รู้ตื่น เบิกบาน

ก็เพื่อที่จะให้เรารู้ว่า จิตแท้ จิตดั้งเดิมของเรานั้นเบิกบาน ก็เพื่อที่จะให้เรารู้ว่า จิตแท้ จิตดั้งเดิม ของเรานั้น เป็นอย่างไร ในเมื่อเราได้รู้ว่า จิตเก่าแก่แท้ดั้งเดิมของเรานั้น เป็นจิตที่ประภัสสร เป็นจิตที่เป็นปกติ เป็นจิตที่ค่อนข้างสะอาด แต่ไม่ถึงบริสุทธิ์ โดยสิ้นเชิง ที่ว่าไม่บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิงนั้น

ก็เพราะเหตุว่า มันไปสะอาดบริสุทธิ์ เฉพาะในขณะที่อยู่ในสมาธิ ที่ไม่มีอารมณ์ ไม่มีร่างกายตัวตน แต่เมื่อออกมาจากสมาธิมาแล้ว มามีตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ มันก็สร้างความยินดียินร้ายไปตามอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา จึงทำให้จิตเศร้าหมองบ้างผ่องแผ้วบ้าง สลับกันไปเป็นช่วง..

พระธรรมเทศนา เรื่อง สะอาดแต่ไม่บริสุทธิ์
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_poot/lp-poot_31.htm

7.1.17

พระอรหันต์ก็ยังร้องไห้ได้ การร้องไห้มันเป็นกิริยาของกายต่างหาก ตัวร้องไห้มันก็ร้องไป ตัวที่นิ่งเฉยอยู่มันก็นิ่ง...พระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระปถุชนโศกเศร้าเสียใจ พระอรหันต์ได้ธรรมสังเวช

BY Somchatchai IN No comments

พระอรหันต์ก็ยังร้องไห้ได้ การร้องไห้มันเป็นกิริยาของกายต่างหาก ตัวร้องไห้มันก็ร้องไป ตัวที่นิ่งเฉยอยู่มันก็นิ่ง...พระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระปถุชนโศกเศร้าเสียใจ พระอรหันต์ได้ธรรมสังเวช

ธรรมสังเวชนี่แหละมันทำให้น้ำตาไหล ไม่ใช่ว่าพอสำเร็จอรหันต์แล้วมันจะไม่มีอะไร มันก็เหมือนกับปถุชนธรรมดานี่แหละ แต่สิ่งที่ทำให้ท่านเกิดกิเลสเมื่อก่อนนี้มันหมดไป ความตื้นตัน ความปิติต่างๆ มันเป็นองค์ประกอบของสมาธิ มันก็ต้องมีอยู่เป็นเรื่องธรรมดา

“หลวงปู่โกรธเป็นไหม”

“โกรธเป็น แต่ไม่เอา”

อันนี้คือคำตอบของ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ก็มันแสดงความรู้สึกขึ้นมาเฉยๆ ว่า โกรธแล้วท่านก็ไม่เอา

หลวงพ่อก็เคยร้องไห้มาแล้ว ไปสวดมนต์ในวัง พอไปถึงแก่งคอย ก็ไปนึกถึงว่าพ่อตายอยู่ตรงนั้น ไหนจะลองกำหนดจิตอุทิศส่วนกุศลให้พ่อสักหน่อย พอกำหนดไปพั๊บ มองไปข้างหน้าสายตามันพร่า แล้วก็เห็นตาแก่คนหนึ่งแบกเด็กน้อยลอยผ่านหน้าไป ทีนี้พอลับสายตาไป จิตก็มานึกว่า พ่อแบกเรามาตั้งแต่เด็ก แล้วมันก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นขึ้นมาทันที คนที่นั่งมาในรถเขาก็ถามว่า หลวงพ่อเป็นอะไรๆ ก็โบกมือ เฉยๆ เดี๋ยวก็รู้ พออาการอย่างนั้นมันหายไป ก็เล่าให้เขาฟัง

ปิติมันเกิดจากกายต่างหาก อย่างสมมติว่าเรามีเรื่องขำ เราหัวเราะเสียจนไส้ขดไส้แข็ง เราเมื่อยเกือบตาย เราไม่อยากหัวเราะแต่มันก็อดไม่ได้ นั่นคือความเป็นเองของร่างกาย อันนี้มันได้หลักมาว่า ภายในตัวของเรานี่สมองเป็นผู้สั่งการ กองบัญชาการในสมองที่มันสั่งออกมานี่ ให้ร่างกายมันเตี้ย ให้ร่างกายมันโต ให้ร่างกายมันสูงโย่ง อันนี้เป็นเรื่องของสมองทั้งนั้น คำสั่งของสมองอันนี้หรือจิตดวงนี้ ตามหลักของการสะกดจิตเขาเรียกว่า จิตอิสระ จิตอิสระดวงนี้จะคอยบังคับดูแลและใช้เครื่องจักรกลไกต่างๆ ในร่างกายให้ทำงานให้แก่เราอย่างตรงไปตรงมา

อาการปิตินี่เป็นอาการที่จิตดื่มรสพระสัทธรรม มันเหมือนกับว่าเราอยากได้อะไรมากๆ พอได้สมประสงค์ก็เกิดปิติเหมือนกัน แต่ทีนี้สมมติว่าผู้ที่เป็นพระอรหันต์จริงๆ นี่ เวลาท่านกำหนดจิตรู้อารมณ์ จิตมันก็ปรุงแต่งเหมือนคนธรรมดา ทีนี้ภายในสมาธิ มันก็เกิดนิมิตขึ้นมา ถ้าท่านรู้เรื่องอดีตชาติ ท่านก็แสดงอาการร้องไห้ ร้องไห้ในสมาธิ แต่ร้องไห้น้ำตาไม่ออก อย่างคนที่จิตยังไม่พ้นกิเลส พอได้นิมิตว่าชาติก่อนเราได้ไปเกิดเป็นอันนั้นๆ ได้ไปทะเลาะตบต่อยตีกันที่ตรงนั้น พอรู้สึกอย่างนั้นก็ลุกขึ้นมากระโดดขโมงโฉงเฉง ทีนี้ความรู้ของพระอรหันต์นี่ท่านรู้ว่าชาตินั้นท่านเป็นอย่างนั้น ได้ทะเลาะเบาะแว้งกับคนนั้นคนนี้ มันก็แสดงอาการโกรธเคียดขึ้นมา แต่ความโกรธความเคียดกับจิตของท่านมันแยกกันไปคนละส่วน เหมือนๆ กับบางครั้งที่จิตของเรามีอารมณ์เกิดขึ้นๆๆ แต่มันเป็นกลางเฉย สิ่งรู้เป็นแต่เพียงอารมณ์จิต แล้วตัวเองไม่ได้ไปสวมสอดเข้าในเรื่องนั้น มันแยกเป็นคนละส่วน ทีนี้ผู้ที่รู้ยังไม่ถึงแก่นพอรู้เข้ามาพั๊บ ก็สำคัญว่าตัวเองอยู่ในปัจจุบันนั้น..

บางส่วนจาก จิตอรหันต์ - จิตปถุชน
โดย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
จาก...หนังสือฐานิยปูชา ปี ๒๕๔๑

5.1.17

ระวังนะ เวลาพระวัดใดวัดหนึ่ง ขัดผลประโยชน์กัน แตกสามัคคีกัน ทะเลาะเบาะแว้งกัน ญาติโยมอย่าไปสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เดี๋ยวจะกลายเป็น "อนันตริยกรรม" ไม่รู้ตัว

BY Somchatchai IN No comments

..ระวังนะ เวลาพระวัดใดวัดหนึ่ง ขัดผลประโยชน์กัน แตกสามัคคีกัน ทะเลาะเบาะแว้งกัน ญาติโยมอย่าไปสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เดี๋ยวจะกลายเป็น "อนันตริยกรรม" ไม่รู้ตัว

เช่นอย่าง หลวงพ่อวัดใต้ หลวงพ่อวัดเหนือ ต่างก็มีหน้าที่กันเยอะแยะ ขัดผลประโยชน์กันแล้วก็ไปทะเลาะถีบเถียงกัน

ต่างคนก็ต่างมีลูกศิษย์ ทั้งพระทั้งโยมแตกกันเป็นพรรคเป็นพวก ยกพวกขึ้นมารบกัน ถ้าพระสงฆ์แตกสามัคคีกันเป็นกลุ่มตั้งแต่ฝ่ายละ ๔ รูปขึ้นไป นั่นเป็น "สังฆเภท"

ในเมื่อ "สังฆเภท" แล้วก็เป็น "อนันตริยกรรม" ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน บาปนัก บาปหนา เพราะฉะนั้นการกระทำกรรม ให้ระวัง "อนันตริยกรรม" ให้มากๆ

และอีกอย่างหนึ่งถ้าท่านจะเป็นนักปฏิบัติอย่างแท้จริง ท่านอย่าไปถือพวก ถือพรรค ถือคณะ ว่าหมู่เขา หมู่เรา อาจารย์เขา อาจารย์เรา ขอให้ยึดถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่ง

ถือพระศาสดาคือพระพุทธเจ้าองค์เดียวเป็นครู พระสาวกที่เผยแผ่ศาสนาอยู่ในปัจจุบันนี้ ถอดแบบจากพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้าทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นการที่ถือพรรค ถือพวก ถือลัทธิแห่งการปฏิบัตินั้น ย่อมยังส่อแสดงว่าเป็นผู้ยังมีกิเลส ยังมีอุปาทานในการยึดมั่นถือมั่น ถ้าตราบใดที่เรายังยึดถือมั่นในพรรค ในพวก ในเรา ในเขา ของเรา ของเขาอยู่ เราก็ยังไม่หมดอุปาทาน

บางทีคณะนี้..โจมตีคณะโน้น คณะโน้น..โจมตีคณะนี้ ในทำนองนี้ ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์กันจริงๆ นั้น ขอได้โปรดทำจิตให้เป็นกลาง ให้ปล่อยวางลงไป ว่าผู้ประพฤติผิด เข้าใจผิด เป็นบุคคลผู้ที่น่าสงสาร ผู้ปฏิบัติถูก ทำถูกต้องและได้ผลดี เป็นบุคคลผู้ที่น่าอนุโมทนา

ผู้ที่ทำผิด ไม่ใช่ผู้ที่นักปฏิบัติธรรม จะต้องไปกล่าวจ้วงจาบด้วยคำพูดหยาบคาย แม้ว่าเขาจะทำผิด ก็เป็นเรื่องของเขา แต่เราไปกล่าวจ้วงจาบ ด้วยวาจาที่หยาบคาย เป็นการสร้างบาปกรรมขึ้นใส่ตัวเอง..

บางส่วนจาก นักปฏิบัติควรสังวร ระวัง อนันตริยกรรม !!!
เทศนาธรรมของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=49525

1.1.17

“จิตตกภวังค์” เมื่อจิตตกภวังค์นิ่งวูบลงไปนิ่งพั้บ ถ้าไม่หลับ สมาธิเกิด พอนิ่งพั้บจิตเกิดสว่าง แสดงว่าจิตเข้าสู่สมาธิ ถ้านิ่งพั้บมืดมิดไม่รู้เรื่อง จิตนอนหลับ

BY Somchatchai IN No comments

คำว่าภวังค์หมายถึง ช่วงว่างระหว่างที่จิตกำลังบริกรรมภาวนาอยู่ แล้วปล่อยวางคำภาวนามีอาการตกวูบลงไป วูบเป็นความว่างของจิต

ช่วงที่วูบนี้ไปถึงระยะจิตนิ่ง ช่วงนี้เรียกว่า “จิตตกภวังค์” เมื่อจิตตกภวังค์นิ่งวูบลงไปนิ่งพั้บ ถ้าไม่หลับ สมาธิเกิด พอนิ่งพั้บจิตเกิดสว่าง แสดงว่าจิตเข้าสู่สมาธิ

ถ้านิ่งพั้บมืดมิดไม่รู้เรื่อง จิตนอนหลับ นี่พึงสังเกตอย่างนี้ จิตที่เข้าสมาธิต้องผ่านภวังค์เข้าไปก่อน

ภวังค์คือช่วงว่างของจิตที่ปราศจากสติ เช่น อย่างเราคิดถึงสิ่งหนึ่ง เช่น คิดถึงแดงแล้วจะเปลี่ยนไปคิดถึงขาว ช่องว่างระหว่างขาวกับแดง ตรงกลางเรียกว่าภวังค์

สมาธิที่จิตปล่อยวางบริกรรมภาวนา มีอาการเคลิ้มแล้วก็วูบ ช่วงวูบเรียกว่าจิตตกวังค์

เมื่อวูบแล้วนิ่งมืดมิดไป เรียกว่าจิตหลับ ถ้าวูบนิ่งพั้บ เกิดความสว่างโพล่งขี้นมา จิตเป็นสมาธิ พึงทำความเข้าใจอย่างนี้

หมายเหตุ : ธรรมบรรยายเรื่องนี้ เขียนไว้เมื่อครั้งที่ พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)
ยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระภาวนาพิศาลเถร (พุธ ฐานิโย)

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=2&t=25096

จิตอยู่ในภวังค์
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา

29.12.16

ธรรมวินัยนี้ ถ้าจิตมันถึงแล้วมันไม่อยากจะไปคิดตำหนิใคร

BY Somchatchai IN No comments

หมอนี่ไปว่าคนนั้นโลภ คนนี้โลภ ก็เพราะตัวเองมีความโลภอยู่จึงไปเห็นความโลภของคนอื่น

คนที่ไปว่าคนโน้นไม่ดี ก็เพราะตัวเองยังไม่ดีจึงมองเห็นความไม่ดีของคนอื่น

ธรรมวินัยนี้ ถ้าจิตมันถึงแล้วมันไม่อยากจะไปคิดตำหนิใคร ธรรมะนี่ถ้าตั้งใจจะปฏิบัติกันจริง ๆ แล้วมันไม่มีที่ไหนจะไปวัดกัน

เกร็ดธรรม มุมมอง
จาก พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)