Showing posts with label พระไตรปิฎก. Show all posts
Showing posts with label พระไตรปิฎก. Show all posts

10.2.19

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน ความรู้ในทุกข์ ใน ทุกขสมุทัย ในทุกขนิโรธ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ

BY Somchatchai IN No comments

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) ..สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ,

[๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน ความรู้ในทุกข์ ใน ทุกขสมุทัย ในทุกขนิโรธ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ.

[๓๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ความดำริใน การออกจากกาม ความดำริในอันไม่พยาบาท ความดำริในอันไม่เบียดเบียน นี้เรียกว่า สัมมาสังกัปปะ.

บางส่วนจาก วิภังคสูตร
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๓๐
สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวาราวรรค เล่มที่ ๕ ภาคที่ ๑
หน้าที่ ๒๔ ข้อที่ ๓๔ - ๓๕

29.1.19

ดูก่อนอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลวของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็น เครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก

BY Somchatchai IN No comments

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) ..อวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็น เครื่องผูกใจ..,

..ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ ตรัสว่า ภพ ภพ ดังนี้ ภพย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไร พระเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนอานนท์ ก็กรรมที่อำนวยผลให้ในกามธาตุ จักไม่มีแล้ว กามภพพึงปรากฏบ้างหรือหนอ ท่านพระอานนท์ทูลว่า ไม่พึง ปรากฏเลย พระเจ้าข้า.

พ. ดูก่อนอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณ ชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลวของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็น เครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก..

บางส่วนจาก ภวสูตร
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๓๔
สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๓
หน้าที่ ๔๒๔ ข้อที่ ๕๑๗
https://etipitaka.com/read/thaimm/34/424

27.10.18

..นรชนผู้ตกอยู่ในอำนาจของเวลา ตกอยู่ในอำนาจของ ภพน้อยภพใหญ่ ย่อมเข้าถึงความทุกข์และต้องเศร้าโศก คนพาลไม่ พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ย่อมเดือดร้อนด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ มีใจฟูขึ้นเพราะเหตุแห่งสุข ๑ มีใจฟุบลงเพราะเหตุแห่งทุกข์ ๑ ..

BY Somchatchai IN No comments

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) ..นรชนผู้ตกอยู่ในอำนาจของเวลา ตกอยู่ในอำนาจของ ภพน้อยภพใหญ่ ย่อมเข้าถึงความทุกข์และต้องเศร้าโศก

คนพาลไม่ พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ย่อมเดือดร้อนด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ มีใจฟูขึ้นเพราะเหตุแห่งสุข ๑ มีใจฟุบลงเพราะเหตุแห่งทุกข์ ๑

ชน เหล่าใดก้าวล่วงตัณหาเครื่องร้อยรัดในทุกขเวทนา ในสุขเวทนา และ ในอทุกขมสุขเวทนา ชนเหล่านั้นเป็นผู้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเหมือนเสา เขื่อน เป็นผู้ไม่ฟูขึ้นและไม่ฟุบลง

ชนเหล่านั้นย่อมไม่ติดอยู่ในลาภ ความเสื่อมลาภ ยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และ ทุกข์ทั้งหมด ดังหยาดน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว

ฉะนั้น นักปราชญ์ทั้งหลาย มีความสุขและได้ชัยชนะในที่ทุกแห่งไป..


บางส่วนนจาก โคทัตตเถรคาถา
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๖
สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา
หน้าที่ ๓๑๓     ข้อที่ ๓๘๒
http://etipitaka.com/read/thai/26/313

16.10.18

..ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณา เห็นจิตในจิตภายในบ้าง พิจารณาเห็น จิตในจิตภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้ง ภายนอกบ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิตบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในจิต บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิตบ้าง ย่อมอยู่ อีกอย่าง หนึ่ง สติ ของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯ

BY Somchatchai IN No comments

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) ..ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณา เห็นจิตในจิตภายในบ้าง พิจารณาเห็น จิตในจิตภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นจิตในจิตทั้งภายในทั้ง ภายนอกบ้าง พิจารณา เห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในจิตบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในจิต บ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในจิตบ้าง

ย่อมอยู่ อีกอย่าง หนึ่ง

สติ ของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า จิตมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัย ระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้ อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯ

บางส่วนจาก จิตตานุปัสสนา
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๒๒๒ บางส่วนจากข้อที่ ๒๘๙
http://etipitaka.com/read/thai/10/222

13.10.18

ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา

BY Somchatchai IN No comments

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็คำทำเรากล่าวว่า ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา ... คนมีปัญญาทรามหารู้ไม่ ดังนี้ นี้เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร บุคคล บางคนในโลกนี้ สนทนากับบุคคลย่อมรู้อย่างนี้ว่า

ความลึกซึ้งของท่านผู้นี้ เพียงไร อภินิหารของท่านผู้นี้เพียงไร และการถามปัญหาของท่านผู้นี้เพียงไร ท่านผู้นี้ปัญญาทราม ท่านผู้นี้ไม่มีปัญญา ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะท่านผู้นี้ ไม่อ้างบทความอันลึกซึ้ง อันสงบ ประณีต ที่สามัญชนคาดไม่ถึง ละเอียด อันบัณฑิตพึงรู้ได้

อนึ่ง ท่านผู้นี้กล่าวธรรมอันใด ท่านผู้นี้ไม่สามารถจะบอก แสดง บัญญัติ แต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ตื้น ซึ่งเนื้อความแห่ง ธรรมเป็นได้ โดยย่อหรือโดยพิสดาร ท่านผู้นี้มีปัญญาทราม ท่านผู้นี้ไม่มี ปัญญา

บางส่วนจาก พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๓๕
สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต เล่มที่ ๒
หน้าที่ ๔๗๗ ข้อที่ ๑๙๒
http://etipitaka.com/read/thaimm/35/477

28.9.18

"โสดาปัตติผล ประเสริฐกว่าความเป็นเอกราช ในแผ่นดิน กว่าการไปสู่สวรรค์ และกว่าความเป็น ใหญ่ในโลกทั้งปวง."

BY Somchatchai IN No comments

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ)  ..โสดาปัตติผลเลิศกว่าสมบัติทุกอย่าง..

ลำดับนั้น บิดาของเขาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ ข้าพระองค์ ชอบใจอาการของบุตร" เมื่อ พระศาสดาตรัส ถามว่า "อะไร ? มหาเศรษฐี"

จึงกราบทูลว่า "ใน วันก่อน บุตรของข้าพระองค์นี้ อันข้าพระองค์พูดว่า 'เราจักให้กหาปณะ ๑๐ แก่เจ้า ' แล้วส่งไปวิหาร ในวันรุ่งขึ้น ยังไม่ได้รับกหาปณะแล้วไม่ปรารถนาจะบริโภค; แต่วันนี้ เขาไม่ปรารถนากหาปณะแม้ที่ข้าพระองค์ให้."

พระศาสดาตรัสว่า "อย่างนั้น มหาเศรษฐี. วันนี้ โสดาปัตติผล นั่นแลของบุตรของท่าน ประเสริฐแม้กว่าสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ แม้กว่าสมบัติในเทวโลก และพรหมโลก"

ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถา นี้ว่า :-

๑๑. ปพฺยา เอกรชฺเชน สคฺคสฺส คมเนน วา สพฺพโลกาธิปจฺเจน โสตาปตฺติผลํ วรํ.

"โสดาปัตติผล ประเสริฐกว่าความเป็นเอกราช ในแผ่นดิน กว่าการไปสู่สวรรค์ และกว่าความเป็น ใหญ่ในโลกทั้งปวง."


พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๔๒
สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒
หน้าที่ ๒๗๒ - ๒๗๓
http://etipitaka.com/read/thaimm/42/272

26.9.18

สัพพะกายะปะฏิสังเวที รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง กายทั้งปวงหมายถึงลมหายใจ และกายเนื้อกายหนัง รวมทั้งสองอย่าง ลมเข้าลมออกนั่นแหละคือกาย บวกกับกายเนื้อกายหนังอีก เพราะว่า วิ่งเข้าไป ที่เราว่าเห็นกายในกาย เห็นลมหายใจวิ่งเข้าไปในกายเรา เห็นกายในกาย

BY Somchatchai IN , No comments

หลวงตาศิริ อินฺทสิริ ..สัพพะกายะปะฏิสังเวที รู้พร้อมเฉพาะซึ่งกายทั้งปวง กายทั้งปวงหมายถึงลมหายใจ และกายเนื้อกายหนัง รวมทั้งสองอย่าง ลมเข้าลมออกนั่นแหละคือกาย บวกกับกายเนื้อกายหนังอีก

เพราะว่า วิ่งเข้าไป ที่เราว่าเห็นกายในกาย เห็นลมหายใจวิ่งเข้าไปในกายเรา เห็นกายในกาย..

บางส่วนจาก 04 ๗๔ ปี หลวงตาศิริ อินฺทสิริ แผ่น 2 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2560 ช่วงบ่าย
https://youtu.be/qu46KBvcPZw?t=6m11s (6:11 - 6:47)


พระไตรปิฎก ..ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวลมหายใจออก ลมหายใจเข้านี้ ว่าเป็นกายชนิดหนึ่งในพวกกาย เพราะฉะนั้นแล ในสมัยนั้น ภิกษุจึงชื่อว่า พิจารณาเห็นกายในกายมีความเพียร รู้สึกตัว มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้อยู่ ฯ

บางส่วนจาก ข้อ [๒๘๙]
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๑๕๖
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์
http://etipitaka.com/read/thai/14/156/

พระไตรปิฎก ..จิตตคฤหบดีกล่าวว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว ได้ถามปัญหายิ่งขึ้นไปอีก ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็เพราะเหตุไร ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกจึงชื่อว่ากายสังขาร วิตก วิจารจึงชื่อว่าวจีสังขาร สัญญาและเวทนาจึงชื่อว่าจิตตสังขาร ฯ

กา.(พระกามภู) ดูกรคฤหบดี ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกเป็นของเกิดที่กายธรรมเหล่านี้เนื่อง ด้วยกาย ฉะนั้น ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกจึงชื่อว่ากายสังขาร

บุคคลย่อมตรึกตรอง ก่อนแล้ว จึงเปล่งวาจาภายหลัง ฉะนั้น วิตกวิจารจึงชื่อว่าวจีสังขาร สัญญาและเวทนาเป็นของ เกิดที่จิต ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิตฉะนั้น สัญญาและเวทนาจึงชื่อว่าจิตตสังขาร ฯ

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๘
สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค
หน้าที่ ๓๐๒ - ๓๐๓ ข้อที่ ๕๖๒
http://etipitaka.com/read/thai/18/302/

22.9.18

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่น และผู้กินอาหารด้วยความติดใจรสในเบื้องต้นในโลกนี้ ทำกรรมลามกไว้ในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสัตว์จำพวก..

BY Somchatchai IN No comments

พระพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสถึงกรรมที่ทำให้เป็นสัตว์เดรัจฉานไว้ในพาลบัณฑิตสูตร ว่า

 [๔๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีเหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกมีหญ้า เป็นภักษา สัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้น ย่อมใช้ฟันและเล่มกินหญ้าสด ก็เหล่าสัตว์ เดียรัจฉานจำพวกมีหญ้าเป็นภักษา คืออะไร คือ ม้า โค ลา แพะ เนื้อ หรือแม้จำพวกอื่น ๆ ไม่ว่าชนิดไร ๆ ที่มีหญ้าเป็นภักษา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่นและกินอาหารด้วยความติดใจรสในเบื้องต้นในโลกนี้ ทำกรรม ลามกไว้ในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้ว. ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสัตว์จำพวก ที่มีหญ้าเป็นภักษาเหล่านั้น

 [๔๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีเหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกมีคูถเป็น ภักษา สัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้น ได้กลิ่นคูถแต่ไกล ๆ แล้วย่อมวิ่งไปด้วยหวังว่าจักกินตรงนี้ เปรียบเหมือนพวกพราหมณ์เดินไปตามกลิ่นเครื่องบูชาด้วยตั้งใจ ว่า จักกินตรงนี้ จักกินตรงนี้ ฉันใด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือน กันแล มีเหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกมีคูถเป็นภักษา สัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้น ได้กลิ่นคูถแต่ไกล ๆ แล้ว ย่อมวิ่งไปด้วยหวังว่า จักกินตรงนี้ จักกินตรงนี้ ก็เหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกมีคูถเป็นภักษา คืออะไร คือ ไก่ สุกร สุนัขบ้าน สุนัขป่า หรือแม้จำพวกอื่น ๆ ไม่ว่าชนิดไร ๆ ที่มีคูถเป็นภักษา

ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่นแลผู้กินอาหารด้วยความติดใจรสในเบื้องต้นในโลกนี้ ทำกรรมลามกไว้ในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสัตว์ จำพวกมีคูถเป็นภักษาเหล่านั้น

 [๔๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีเหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกเกิดแก่ ตายในที่มืด ก็เหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกเกิดแก่ตายในที่มืด คืออะไร คือ ตั๊กแตน บุ้ง ไส้เดือน หรือแม้จำพวกอื่น ๆ ไม่ว่าชนิดไร ๆ ที่เกิดแก่ตายใน ที่มืด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่นแลผู้กินอาหารด้วยความติดใจรส ในเบื้องต้นในโลกนี้ ทำกรรมลามกไว้ในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความ เป็นสหายของสัตว์จำพวกเกิดแก่ตายในที่มืด

 [๔๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีเหล่าสัตว์เดียรัจฉาน จำพวกเกิดแก่ ตายในน้ำ ก็เหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกเกิดแก่ตายในน้ำ คืออะไร คือ ปลา เต่า จระเข้ หรือแม้จำพวกอื่น ๆ ไม่ว่าชนิดไร ๆ ที่เกิดแก่ตายในน้ำ

ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่นแลผู้กินอาหารด้วยความติดใจรสในเบื้องต้นในโลกนี้ทำกรรมลามกไว้ในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของ สัตว์จำพวกเกิดแก่ตายในน้ำ

 [๔๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มีเหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกเกิดแก่ตาย ในของโสโครก ก็เหล่าสัตว์เดียรัจฉานจำพวกเกิดแก่ตายในของโสโครก คืออะไร คือ เหล่าสัตว์จำพวกที่เกิดแก่ตายในปลาเน่าก็มี ในศพเน่าก็มี ในขนม กุมาสเน่าก็มี ในน้ำครำก็มี ในหลุมโสโครกก็มี หรือแม้จำพวกอื่น ๆ ไม่ว่า ชนิดไร ๆ ที่เกิดแก่ตายในของโสโครก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลนั้นนั่น และผู้กินอาหารด้วยความติดใจรสในเบื้องต้นในโลกนี้ ทำกรรมลามกไว้ในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของสัตว์จำพวกเกิดแก่ตายในของ โสโครก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเรื่องกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานแม้โดยอเนกปริยายแล เพียงเท่านี้ จะกล่าวให้ถึงกระทั่งกำเนิดสัตว์เดียรัจฉานเป็นทุกข์ ไม่ใช่ทำได้ง่าย

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๒๓
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๒
หน้าที่ ๑๕๓ - ๑๕๕     ข้อที่ ๔๗๖ - ๔๘๐
http://etipitaka.com/read/thaimm/23/153

5.9.18

และภิกษุใดย่อมเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ได้ชั่วขณะที่ หายใจเข้าแล้วหายใจออก หรือหายใจออกแล้วหายใจเข้า เราพึงมนสิการคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงกระทำกิจให้มากหนอ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้เรากล่าวว่าเป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญมรณสติ เพื่อ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายแรงกล้า

BY Somchatchai IN No comments

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) ..ส่วนภิกษุใดย่อมเจริญ มรณสติอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ได้ชั่วขณะที่เคี้ยวข้าวคำหนึ่งกลืนกิน เราพึงมนสิการคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงกระทำกิจให้มากหนอ

และภิกษุใดย่อมเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า โอหนอ เราพึงเป็นอยู่ได้ชั่วขณะที่ หายใจเข้าแล้วหายใจออก หรือหายใจออกแล้วหายใจเข้า เราพึงมนสิการคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราพึงกระทำกิจให้มากหนอ

ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านี้เรากล่าวว่าเป็นผู้ไม่ประมาท ย่อมเจริญมรณสติ เพื่อ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายแรงกล้า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุ นั้นแหละ

เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้ไม่ประมาท จักเจริญมรณสติ เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายอย่างแรงกล้า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล

องฺ.ปญจก. ๓๖/๒๙๐/๕๗๓.

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๓๖
สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่มที่ ๓
หน้าที่ ๕๗๓ ข้อที่ ๒๙๐
http://etipitaka.com/read/thaimm/36/573/

31.8.18

ส่วนผู้ใด รู้จักประโยชน์มิใช่ประโยชน์ของตน เธอผลแห่งกรรม มีหิริ ละอายบาป โอตตัปปะ เกรงกลัวบาป สมบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วยความเอ็นดูในสัตว์ ทั้งปวง มากไปด้วยความสลดใจ งดเว้นอกุศลกรรมบถ ประพฤติเอื้อเฟื้อ ในกุศลกรรมบถ บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุทั้งหลาย ผู้นี้ตั้งอยู่ในมนุษยธรรม ชื่อว่ามนุษย์โดยปรมัตถ์

BY Somchatchai IN No comments

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) ..เทวดากล่าวว่า มนุสฺเสสุ ในหมู่มนุษย์แล้วกล่าวย้ำว่า มนุสฺสภูตา ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ก็เพื่อแสดงว่า ในครั้งนั้น คุณของมนุษย์ทั้งหลาย มีอยู่ในตน

จริงอยู่ ผู้ใดเกิดเป็นมนุษย์ กระทำกรรมที่ไม่ควรมีฆ่าสัตว์เป็นต้น ก็สมควร รับโทษ เมื่อต้องโทษมีการตัดมือเป็นต้น จากพระราชาเป็นอาทิในที่ นั้น ๆ ย่อมเสวยทุกข์เป็นอันมาก ผู้นี้ชื่อว่ามนุษย์นรก

อีกคนหนึ่ง เกิด เป็นมนุษย์ไม่ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่ม เพราะกรรมที่คนทำไว้แต่ก่อน ต้องกระหายหิวโหย มากไปด้วยทุกข์ เมื่อไม่ได้หลักแหล่ง ก็เร่ร่อนไป ผู้นี้ ชื่อว่ามนุษย์เปรต

อีกคนหนึ่ง เกิดเป็นมนุษย์ อาลัยผู้อื่นเลี้ยงชีพ ต้องทำงานหนักให้เขา หรือเป็นคนขาดมรรยาท ประพฤติแต่อนาจาร ถูกเขาข่มขู่ กลัวตายก็ไปอาศัยป่ารก มากไปด้วยทุกข์ ต้องซอกซอนไป ไม่รู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ได้แต่บรรเทาทุกข์ คือความหิวโหย ด้วยการนอนเป็นต้นเป็นเบื้องหน้า ผู้นี้ ชื่อว่ามนุษย์ดิรัจฉาน

ส่วนผู้ใด รู้จักประโยชน์มิใช่ประโยชน์ของตน เธอผลแห่งกรรม มีหิริ ละอายบาป โอตตัปปะ เกรงกลัวบาป สมบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วยความเอ็นดูในสัตว์ ทั้งปวง มากไปด้วยความสลดใจ งดเว้นอกุศลกรรมบถ ประพฤติเอื้อเฟื้อ ในกุศลกรรมบถ บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุทั้งหลาย ผู้นี้ตั้งอยู่ในมนุษยธรรม ชื่อว่ามนุษย์โดยปรมัตถ์ แม้เทวดาองค์นี้ ก็เป็นเช่นนั้น

ด้วยเหตุนั้น เทวดาจึงกล่าวว่า มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่ มนุษย์ อธิบายว่า ดีฉันถึงความเป็นมนุษย์ในหมู่สัตว์ที่เป็นมนุษย์ และ ไม่ละมนุษยธรรมดำรงอยู่..

บางส่วนจาก พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๔๘
สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๑
หน้าที่ ๓๔  ข้อที่ ๑
http://etipitaka.com/read/thaimm/48/34

22.8.18

สา. ธนัญชานิ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานกับปิตติวิสัย ไหนจะดีกว่ากัน. ธ. ปิตติวิสัยดีกว่ากำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ท่านพระสารีบุตร.

BY Somchatchai IN No comments

สัตว์เดรัจฉาน และ เปรต//

สา. ธนัญชานิ  ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน นรก กับ กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน  ไหนจะดีกว่ากัน.

ธ. กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานดีกว่านรก  ท่านพระสารีบุตร.

สา. ธนัญชานิ ท่านจะเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน กำเนิดสัตว์ดิรัจฉานกับปิตติวิสัย ไหนจะดีกว่ากัน.

ธ. ปิตติวิสัยดีกว่ากำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน  ท่านพระสารีบุตร.


พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๒๑
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๒
หน้าที่ ๓๙๘ ข้อที่ ๗๐๐
http://etipitaka.com/read/thaimm/21/398

[๑๗๒]   ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมกำหนดบางคนในโลกนี้ ด้วยใจว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น  จักเข้าถึงกำเนิดดิรัจฉาน

เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก โดยสมัยต่อมา เราเห็นบุคคลนั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงแล้วซึ่งกำเนิดดิรัจฉาน เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้า เผ็ดร้อน ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.

ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนหลุมคูถ ลึกยิ่งกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยคูถ ลำดับนั้น บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา ครอบงำ เหน็ดเหนื่อย สะทกสะท้าน หิวระหาย มุ่งมาสู่หลุมคูถนั้นแหละ โดยบรรดาสายเดียว

บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น จักมาถึงหลุมคูถนี้ทีเดียว โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น พึ่งเห็นเขาตกลงในหลุมคูถนั้น เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้าเผ็ดร้อน

แม้ฉันใด ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ ฉันนั้นเหมือนกันแลว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้นและขึ้นสู่หนทางนั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงกำเนิดดิรัจฉาน

โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุคคลนั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เช้าถึงแล้วซึ่งกำเนิดดิรัจฉาน เสวยทุกขเวทนาอันแรงกล้า เผ็ดร้อน ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.

[๑๗๓]   ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ ด้วยใจอย่างนี้ว่า บุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนี้ ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงเปรตวิสัย

โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุคคลนั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงแล้วซึ่งเปรตวิสัย เสวยทุกขเวทนาเป็นอันมาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.

ดูก่อนสารีบุตร เปรียบเหมือนต้นไม้เกิดในพื้นที่อันไม่เสมอ มีใบอ่อนและใบ แก่อันเบาบาง มีเงาอันโปร่ง ลำดับนั้น  บุรุษผู้มีตัวอันความร้อนแผดเผา ครอบงำ เหน็ดเหนื่อย สะทกสะท้าน หิวระหาย มุ่งมาสู่ต้นไม้นั้นแหละ โดยบรรดาสายเดียว

บุรุษผู้มีจักษุเห็นเขาแล้ว พึงกล่าวอย่างนี้ว่า บุรุษผู้เจริญนี้ปฏิบัติอย่างนั้น ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น จักมาถึงต้นไม้นี้ทีเดียว โดยสมัยต่อมา บุรุษผู้มีจักษุนั้น พึงเห็นเขานั่งหรือนอนในเงาต้นไม้นั้น เสวยทุกขเวทนาเป็นอันมาก

แม้ฉันใด ดูก่อนสารีบุตร เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจฉันนั้นเหมือนกันแล  ว่าบุคคลนี้ปฏิบัติอย่างนั้น  ดำเนินอย่างนั้น และขึ้นสู่หนทางนั้น  เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงเปรตวิสัย

โดยสมัยต่อมา เราย่อมเห็นบุคคลนั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงแล้วซึ่งเปรตวิสัย เสวยทุกขเวทนาเป็นอันมาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์  ล่วงจักษุของมนุษย์.


พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๑๘
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒
หน้าที่ ๔๙-๕๐ ข้อที่ ๑๗๒-๑๗๓
http://etipitaka.com/read/thaimm/18/49/

12.8.18

ที่มาของบิดามารดา เปรียบพระอรหันต์ของลูก

BY Somchatchai IN No comments

ที่มาของบิดามารดา เปรียบพระอรหันต์ของลูก //
 
 พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) ..เทพ ๓ เหล่า คือ สมมติเทพ (เทวดาโดยสมมติ) ๑ อุปปัตติเทพ (เทวดาโดยกำเนิด) ๑ วิสุทธิเทพ (เทวดาโดยความบริสุทธิ์ ) ๑ ชื่อว่าเทพ ในคำว่า ปุพฺพเทวา นี้. บรรดาเทพ ๓ จำพวกเหล่านั้น

กษัตริย์ผู้เป็น พระราชา ชื่อว่า สมมติเทพ. เพราะว่า กษัตริย์ผู้เป็นพระราชาเหล่านั้น ที่ชาวโลกเรียกกันว่า เทพ (และ) เทพี เป็นผู้ทรงข่มและทรงอนุเคราะห์ ชาวโลกได้เหมือนเทพเจ้า.

เหล่าสัตว์ที่อุบัติขึ้นในเทวโลก ตั้งแต่เทพชั้น จาตุมมหาราชิกา จนถึงภวัคคพรหม ชื่อว่า อุปปัตติเทพ.

"พระขีณาสพ ชื่อว่า วิสุทธิเทพ เพราะหมดจดจากกิเลสทั้งมวล." ในข้อนั้นมีอรรถพจน์ ดังต่อไปนี้. เหล่าสัตว์ชื่อว่าเทพ เพราะเล่น, สนุกสนาน, เฮฮา, รุ่งเรื่องอยู่ และชนะฝ่ายตรงข้าม.

บรรดาเทพ ๓ จำพวกเหล่านั้น วิสุทธิเทพประเสริฐกว่าเทพทุกเหล่า. วิสุทธิเทพเหล่านั้นมุ่งแต่ความเสื่อมไปแห่งสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ และการ เกิดขึ้นแห่งประโยชน์แก่เขาเหล่านั้น โดยส่วนเดียว

ไม่คำนึงถึงความผิดที่ พาลชนทำไว้เลย ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข โดยการ ประกอบพรหมวิหารธรรมตามที่กล่าวแล้ว และนำความที่สักการะมีผลมากและ อานิสงส์มากมายมาให้ชนเหล่านั้น

"เพราะเป็นทักขิไณยบุคคล ฉันใด แม้ มารดาบิดาทั้งหลาย ก็เช่นนั้น เหมือนกัน" มุ่งแต่ความเสื่อมไปแห่งสิ่งที่ไม่เป็น ประโยชน์ และการเกิดขึ้นแห่งประโยชน์แก่เขาเหล่านั้น โดยส่วนเดียว

ไม่ คำนึงถึงความผิดของบุตรทั้งหลาย เป็นทักขิไณยบุคคลผู้ยอดเยี่ยม ปฏิบัติอยู่ เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข เพราะได้พรหมวิหารทั้ง ๔ อย่าง โดยนัยที่ได้กล่าวมาแล้ว นำมาซึ่งความที่อุปการะที่บุตรทำแล้วในตนให้เป็น อุปการะมีผลานิสงส์มากมาย.

และมารดาบิดาเหล่านั้นเป็นเทพมาแต่ต้นทีเดียว เพราะมีอุปการะแก่บุตรเหล่านั้น ก่อนกว่าเทพทั้งมวล. เพราะเหตุนี้ บุตรเหล่านั้น รู้จักเทพเหล่าอื่นว่าเป็นเทพ ให้เทพเหล่านั้นพอใจ เข้าไปนั่งใกล้เทพเหล่านั้น ครั้นรู้วิธีให้เทพพอใจแล้ว ปฏิบัติอยู่อย่างนั้น ก็ได้ประสบผลของข้อปฏิบัตินั้น

ด้วยอำนาจของมารดาบิดาเหล่านั้นก่อน ฉะนั้น เทพเหล่าอื่นนั้น จึงชื่อว่า เป็นปัจฉาเทพ (เทพองค์หลัง). ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า ปุพฺพเทวา นี้ เป็นชื่อของมารดาบิดาทั้งหลาย.


พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๔๕
สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๔
หน้าที่ ๖๗๑ - ๖๗๒   
http://etipitaka.com/read/thaimm/45/671/

6.8.18

ละคำพูดส่อเสียด เป็นผู้เว้นขาดจากคำพูดส่อเสียด คือไม่เป็นผู้ฟัง จากทางนี้แล้วไปบอกทางโน้น เพื่อทำลายพวกเหล่านี้ หรือไม่เป็นผู้ฟังจาก ทางโน้นแล้วก็มาบอกทางนี้ เพื่อทำลายพวกโน้น ดังนี้ ก็เป็นอันว่า เป็นผู้ เชื่อมคนที่แตกกันแล้วให้สนิทกัน หรือเป็นผู้ส่งเสริมผู้ที่สนิทกันแล้วให้สนิท กันยิ่งขึ้น พอใจผู้ที่พร้อมเพรียงกัน ยินดีกับผู้ที่พร้อมเพรียงกัน ชอบผู้ที่พร้อม เพรียงกัน เป็นผู้พูดวาจาที่ทำให้สมัครสมานกัน.

BY Somchatchai IN No comments

 พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ)

๒. ละคำพูดส่อเสียด เป็นผู้เว้นขาดจากคำพูดส่อเสียด คือไม่เป็นผู้ฟัง จากทางนี้แล้วไปบอกทางโน้น เพื่อทำลายพวกเหล่านี้

หรือไม่เป็นผู้ฟังจาก ทางโน้นแล้วก็มาบอกทางนี้ เพื่อทำลายพวกโน้น ดังนี้ ก็เป็นอันว่า เป็นผู้ เชื่อมคนที่แตกกันแล้วให้สนิทกัน หรือเป็นผู้ส่งเสริมผู้ที่สนิทกันแล้วให้สนิท กันยิ่งขึ้น

พอใจผู้ที่พร้อมเพรียงกัน ยินดีกับผู้ที่พร้อมเพรียงกัน ชอบผู้ที่พร้อม เพรียงกัน เป็นผู้พูดวาจาที่ทำให้สมัครสมานกัน.

๓. ละคำพูดหยาบ เป็นผู้เว้นขาดจากคำพูดหยาบ เป็นผู้พูดแต่คำที่ไม่ มีโทษ สบายหู น่ารัก ดื่มด่ำในหัวใจ เป็นภาษาชาวกรุง คนส่วนมากรัก ใคร่ คนส่วนมากชอบใจเห็นปานนั้น.

๔. ละคำสำรากเพ้อเจ้อ เป็นผู้เว้นขาดจากคำสำรากเพ้อเจ้อ พูดเป็น เวลา พูดคำที่เป็นจริง พูดคำมีประโยชน์ พูดเป็นธรรมพูดเป็นวินัย เป็นผู้พูด คำที่มีหลักฐาน มีที่อ้างอิงตามเวลา มีที่สิ้นสุดประกอบด้วยประโยชน์.


พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๑๙
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒ (ต่อ)
หน้าที่ ๒๕๑     ข้อที่ ๔๘๕
http://etipitaka.com/read/thaimm/19/251

4.8.18

นิยามว่า ผู้มีใจสูง หมายความว่า ?

BY Somchatchai IN , No comments

นิยามว่า ผู้มีใจสูง หมายความว่า ?

ในพระไตรปิฎก ได้กล่าวถึงมนุษย์ไว้ว่า “สัตว์โลกที่ชื่อว่า มนุษย์ เพราะอรรถว่าเป็นเหล่ากอแห่งพระมนู ก็ พระโบราณาจารย์ทั้งหลายย่อมกล่าวว่า สัตว์โลกทั้งหลายที่ชื่อว่ามนุษย์ เพราะ เป็นผู้มีใจสูง” ขุ.สุ. 47/142

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ให้ความหมายของมนุษย์ไว้ว่า มนุษย์ ที่แปลอย่างหนึ่งว่า ผู้มีจิตใจสูง คือ มีความรู้สูง ดังจะเห็นได้ว่าคนเรามีพื้นปัญญาสูงกว่าสัตว์ดิรัจฉานมากมาย สามารถรู้จักเปรียบเทียบในความดี ความชั่ว ความควรทำไม่ควรทำ รู้จักละอาย รู้จักเกรง

รู้จักปรับปรุงสร้างสรรค์ที่เรียกว่าวัฒนธรรม อารยธรรม ศาสนา เป็นต้น แสดงว่ามีความดีที่ได้สั่งสมมา โดยเฉพาะปัญญาเป็นรัตนะ ส่องสว่างนำทางแห่งชีวิต ถึงดังนั้นก็ยังมีความมืดที่มากำบังจิตใจให้เห็นผิดเป็นชอบ ความมืดที่สำคัญนั่นก็คือ กิเลสในจิตใจและกรรมเก่าทั้งหลาย

สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน), 100 คำสอน สมเด็จพระสังฆราช, (กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์, 2545).

28.7.18

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) ..เมื่อยังมีการเวียนว่ายอยู่ในสงสาร ชื่อว่า อโหสิกรรม ก็จะไม่มี..

BY Somchatchai IN , , No comments

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) ..เมื่อยังมีการเวียนว่ายอยู่ในสงสาร ชื่อว่า อโหสิกรรม ก็จะไม่มี..

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๖๙
สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค เล่มที่ ๗ ภาคที่ ๒
หน้าที่ ๔๒๑
http://etipitaka.com/read/thaimm/69/421


หลวงตาศิริ อินฺทสิริ ..อโหสิกรรม เป็นได้เฉพาะพระอรหันต์ ..ถ้าขันธ์ 5 มีเจ้าของมีเราอยู่ เราก็ไปรับผลของกรรมต่อไปอีก ขันธ์ 5 ไม่มีเจ้าของ พระอรหันต์//

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ..แต่ท่องเที่ยวมาในวัฏสงสารนี่ แต่สิให้ผลหมดแล้ว หรือบ่หมดก็ตาม ขั่นในทางดี มันก็นำต่อไปจนถึงชาติพระนิพพาน ขั่นในทางชั่ว มันก็นำต่อไปถึงชาติเข้าสู่พระนิพพานเหมือนกัน

อุปมาคือพระองค์เจ้า ไปวางยาเขาผิด บ่ได้เจตนา ผลของกรรมอันนั่น นำขันธวิบากของพระองค์เจ้า ไปยังชาติเข้าสู่พระนิพพาน ในทางที่มันพลาด

แต่ว่าอาศัยกิเลสขององค์ท่านบ่มี มันก็เลยกินแมงวันบ่เบื่อ เป็นอโหสิกรรมไป..

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนา หลวงปู่หล้า เขมปัตโต - ใจไม่ถึงโลกุตรธรรมก็ขาดที่พึ่ง 13 เม.ย. 2525
https://youtu.be/hHezihYseeU?t=9m2s (9:02 - 9:50)

หลวงตาศิริ อินฺทสิริ ..มีกรรมอันนึง กฏัตตากรรม กรรมสักแต่ว่าซื้อๆ บ่คึดว่าสิทำเป็นบุญเป็นบาป ทำไปซื่อๆเฮ็ดไปซื้อๆ  ฉะนั้นมันมีกรรมที่ว่ามานี้ กรรมจะติดตามเราไปจำแนกแจกสัตว์ ให้ไปอยู่ในภพในภูมิต่างๆกัน นอกจากพระอรหันต์

พระอรหันต์หนิ อโหสิกรรมเด้ ฮู้จักบ่ อโหสิกรรม กรรมก็สักแต่ว่า พระอรหันต์ จิตของท่านอยู่นอกธาตุเหนือขันธ์ การไปทำกรรมพวกนี้ ก็เป็นเพียงกิริยาอาการของธาตุของขันธ์ ท่านไม่มายึดเอาขันธ์ 5 เป็นเราอีกแล้ว

พระอรหันต์ ขันธ์ 5 มันทำงาน แล้วแต่มันจะทำงานไป เป็นกิริยาอาการของธาตุของขันธ์ ท่านไม่ได้มายึดติด พระอรหันต์ก็กินข้าวคือเก่า คึดคือเก่า อันนั่นคือเก่า ทำบุญทำบาปอยู่อย่างซี่ล่ะ แต่กรรมพวกนี้ เป็นอโหสิกรรม

อโหสิกรรม เป็นได้เฉพาะพระอรหันต์เท่านั้นเด้ จิตท่านอยู่นอกธาตุเหนือขันธ์ เอาขันธ์ 5 ไปทำอะไร ก็ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาปเพราะขันธ์ 5 ไม่มีเจ้าของแล้ว

ถ้าขันธ์ 5 มีเจ้าของมีเราอยู่ เราก็ไปรับผลของกรรมต่อไปอีก ขันธ์ 5 ไม่มีเจ้าของ พระอรหันต์ ตาเห็นรูปก็บ่แม่นเราเห็น หูได้ยินเสียงบ่แม่นเรา ขันธ์ 5 เกิดดับ บ่แม่นเราเกิดเราดับ บ่มีเรา มีสัตว์บุคคลตัวตนอยู่ในหนี่

พระอรหันต์จึงเป็นอโหสิกรรม บ่แม่นขออโหสิกรรมเด้อ ขออโหสิกรรมเด้อ อโหสิกรรม เป็นได้เฉพาะพระอรหันต์..

 บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงตาศิริ อินฺทสิริ - ๖.สุญญตามหาปุริสา (31:22 - 33:26)
https://drive.google.com/drive/u/0/folders/0B6OG_Su4MwGZZzJQZkFDckxyTG8

27.7.18

ครั้งนั้น ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้เห็นธรรมแล้ว ได้ บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความ สงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วตรัสต่อ ไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์ โดยชอบเถิด. พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น.

BY Somchatchai IN No comments


พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) ครั้งนั้น ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้เห็นธรรมแล้ว ได้ บรรลุธรรมแล้ว ได้รู้ธรรมแจ่มแจ้งแล้ว มีธรรมอันหยั่งลงแล้ว ข้ามความ สงสัยได้แล้ว

ปราศจากถ้อยคำแสดงความสงสัย ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา ได้ทูลคำนี้ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอข้าพระองค์พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าข้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ดังนี้ แล้วตรัสต่อ ไปว่า ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์ โดยชอบเถิด.

พระวาจานั้นแล ได้เป็นอุปสมบทของท่านผู้มีอายุนั้น.

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๖
วินัยปิฎก มหาวรรค ภาคที่ ๑  หน้าที่ ๕๐ ข้อที่ ๑๘
http://etipitaka.com/read/thaimm/6/50/

#อาสาฬหบูชา

วันอาสาฬหบูชา พระพุทธองค์แสดงปฐมเทศนา "ธัมมจักกัปปวัตนสูตร" ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี โปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5
พระอัญญาโกณฑัญญะ ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน พระรัตนตรัยครบองค์สามบริบูรณ์ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์

17.7.18

พระราชาทูลถามพระศาสดาว่า "พระเจ้าข้า เพราะเหตุไร ปลา จึงมีสีเหมือนทองคำ ? และเพราะเหตุไร กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปาก ของมัน ?"

BY Somchatchai IN No comments

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) ..พระราชาทอดพระเนตรเห็น ปลามีสีเหมือนทองคำ ทรงดำริว่า "พระศาสดาจักทรงทราบเหตุที่ปลานั่น เป็นทองคำ" ดังนี้แล้ว รับสั่งให้คนถือปลา ได้เสด็จไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า. เมื่อปากอันปลาพออ้าเท่านั้น พระเชตวันทั้งสิ้น ได้มีกลิ่น เหม็นเหลือเกิน.

พระราชาทูลถามพระศาสดาว่า "พระเจ้าข้า เพราะเหตุไร ปลา จึงมีสีเหมือนทองคำ ? และเพราะเหตุไร กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจากปาก ของมัน ?"

พระศาสดา. มหาบพิตร ปลานี้ได้เป็นภิกษุชื่อกปิละ เป็นพหูสูต มีบริวารมาก ในธรรมวินัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป, ถูกความทะยานอยากในลาภครอบงำแล้ว ด่าบริภาษพวกภิกษุผู้ไม่ถือคำ ของตน

ยังพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสป ให้ เสื่อมลงแล้ว . เขาบังเกิดในอเวจีด้วยกรรมนั้นแล้ว บัดนี้เกิดเป็นปลา ด้วยเศษแห่งวิบาก; ก็เพราะเธอบอกพระพุทธวจนะ กล่าวสรรเสริญคุณ พระพุทธเจ้าสิ้นกาลนาน, จึงได้อัตภาพมีสีเหมือนทองคำนี้ ด้วยผลแห่ง กรรมนั้น.

เธอได้เป็นผู้บริภาษภิกษุทั้งหลาย กลิ่นเหม็นจึงฟุ้งออกจาก ปากของเธอ ด้วยผลแห่งกรรมนั้น..

บางส่วนจาก เรื่องปลาชื่อกปิละ
พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๔๓
สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒
หน้าที่ ๒๗๕ - ๒๗๖   
http://etipitaka.com/read/thaimm/43/275/

10.5.18

..ในธรรมวินัยใด มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วย องค์ ๘ ในธรรม วินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง ก็ภิกษุ เหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ..

BY Somchatchai IN No comments

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) ..ในธรรมวินัยใด มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔

ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วย องค์ ๘ ในธรรม วินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง

ก็ภิกษุ เหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ..,

..ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ได้บอกสุภัททปริพาชกว่า ไปเถิดสุภัททะ พระผู้มีพระภาค ทรงทำโอกาสแก่ท่าน สุภัททปริพาชกเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ

ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลว่า

ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สมณพราหมณ์เหล่านี้ใด เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์มีชื่อเสียง มียศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนเป็นอันมาก สมมติว่าเป็นคนดี

คือบูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุธกัจจายนะ สัญชัยเวลัฏฐบุตร นิครณฐนาฏ บุตร สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด ได้ตรัสรู้ตามปฏิญญาของตนๆ หรือว่าทั้งหมดไม่ได้ตรัสรู้ หรือว่าบางพวกไม่ได้ตรัสรู้ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า อย่าเลย สุภัททะ ที่ข้อถามนั้นงดเสียเถิด

ดูกรสุภัททะ เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน ท่านจงตั้งใจฟังธรรมนั้น จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว สุภัททปริพาชก ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า

ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัย ใด ไม่มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้น ไม่มีสมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ หรือสมณะที่ ๔

ในธรรมวินัยใด มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ในธรรมวินัยนั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔

ดูกรสุภัททะ ในธรรมวินัยนี้ มีอริยมรรคประกอบด้วย องค์ ๘ ในธรรม วินัยนี้เท่านั้น มีสมณะที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่ ๔ ลัทธิอื่นๆ ว่างจากสมณะผู้รู้ทั่วถึง

ก็ภิกษุ เหล่านี้พึงอยู่โดยชอบ โลกจะไม่พึงว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ..

บางส่วนจาก พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๐
สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค
หน้าที่ ๑๒๑   
http://etipitaka.com/read/thai/10/121

9.5.18

ที่ไหนได้ พอเรามาบวชแล้ว โอ้ย อโรคยา ปรมาลาภา มันคนละเรื่องกับเด็กน้อยขายยาหม่องยาอมแล้ว

BY Somchatchai IN , , No comments

"ความไม่มีโลก" เป็นลาภอันประเสริฐ //

หลวงตาศิริ อินฺทสิริ ..ที่ไหนได้ พอเรามาบวชแล้ว โอ้ย อโรคยา ปรมาลาภา มันคนละเรื่องกับเด็กน้อยขายยาหม่องยาอมแล้ว,

..คุยกันไปอย่างนี้แหละ มันถึงจะว่าเข้าใจ คำว่าโลก คำว่าอารมณ์ คำว่าสมมติ คำว่าอันนั้นอันนี้ก็มา พูดให้ฟังเข้าใจ ดับโลกได้ ก็เป็นลาภอันประเสริฐ ดับขันธ์ 5 ได้ ก็เป็นลาภอันประเสริฐ

เข้าสู่พระนิพพานเท่านั้น เพราะมันบังพระนิพพาน โลกบังธรรม อารมณ์บังจิต สมมติบังวิมุตติ ขันธ์ 5 บังพระนิพพาน 4 อย่างนี้ เป็นอันเดียวกัน 4 อย่างนั้น ก็หมายถึงจิตอันบริสุทธิ์นั้นเอง เข้าใจมั้ยล่ะ..

..นี่แหละ อโรคยา ปรมาลาภา อโรคยา ปรมาลาภา เด็กน้อยขายยาขี้ผึ้ง ข้างรถ ตั้งแต่หลวงตาเป็นหนุ่มอยู่ เค้าขายยาขี้ผึ้งข้างรถโดยสาร ยื่นมือขึ้นไป

อโรคยา ปรมาลาภา ไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ขายก็ซื้อเค้าอยู่ ขายยาขี้ผึ้ง สมัยก่อนมีรถโดยสารไปจอดอยู่คิว จะวิ่งออกบ้านนั้นบ้านนี้ ตามตัวอำเภอจังหวัด

เด็กน้อยมันก็ซื้อยาไปขาย คนเค้าก็ไปขายของอยู่คิวรถ เอ้อนั่นล่ะยาอมยาหม่อง ที่ไหนได้ พอเรามาบวชแล้ว

โอ้ย อโรคยา ปรมาลาภา มันคนละเรื่องกับเด็กน้อยขายยาหม่องยาอมแล้ว นี่แหละเราดับโลกดับอารมณ์ดับสมมติได้ ก็เข้าสู่พระนิพพาน

บางส่วนจากหลวงตาศิริ อินทสิริ เมตตานำปฏิบัตธรรมช่วงบ่าย วันที่ 23 ธันวาคม 2559
https://youtu.be/4oSGNjqkaIM?t=1h3m9s (1:03:09 - 1:04:53 )


พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) ..ดูกรมาคัณฑิยะ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก่อนๆ ได้ตรัสพระคาถาไว้ว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่ง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง บรรดาทางทั้งหลายอันให้ถึงอมตธรรม ทางมีองค์แปด เป็นทางเกษม.

บัดนี้ คาถานั้นเป็นคาถาของปุถุชนไปโดยลำดับ. ดูกรมาคัณฑิยะ กายนี้แลเป็นดังโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นความเจ็บไข้

ท่านนั้นกล่าวกายนี้เป็นดังโรค เป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เป็นความลำบาก เป็นความเจ็บไข้ว่า ท่านพระโคดม ความไม่มีโรค นั้นคืออันนี้ นิพพานนั้นคืออันนี้.

ก็ท่านไม่มีจักษุของพระอริยะ อันเป็นเครื่องรู้ความไม่มีโรค อันเป็นเครื่องเห็นนิพพาน. ..

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๓
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
หน้าที่ ๒๑๘  บางส่วนจาก ข้อที่ ๒๘๘
http://etipitaka.com/read/thai/13/218


  [๒๙๑] ข้าพเจ้าเลื่อมใสต่อพระโคดมอย่างนี้แล้ว ท่านพระโคดมย่อมทรงสามารถ เพื่อแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า โดยประการที่ข้าพเจ้าไม่เป็นคนบอด ลุกขึ้นจากอาสนะนี้ได้.

ดูกรมาคัณฑิยะ ถ้าเช่นนั้น ท่านควรคบสัตบุรุษ เพราะเมื่อใดท่านคบสัตบุรุษ เมื่อนั้น ท่านจักได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ เมื่อท่านได้ฟังธรรมของสัตบุรุษ ท่านจักปฏิบัติธรรมสมควรแก่ ธรรม

เมื่อท่านปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ท่านจักรู้เอง เห็นเองว่า โรค ฝี ลูกศร คืออันนี้ โรค ฝี ลูกศร จะดับไปโดยไม่เหลือในที่นี้

เพราะอุปาทานของเรานั้นดับ ภพจึงดับ เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสก็ดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้.

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๓
สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
หน้าที่ ๒๒๐     ข้อที่ ๒๙๑
http://etipitaka.com/read/thai/13/220/


สมเด็จพระญาณสังวร ..อโรคยา ปรมาลาภา  ..ทรงมุ่งหมายเอาถึงโรคคือกิเลส.. ..สิ้นกิเลสจึงจะเป็น อโรคยะ คือความไม่มีโรค ความไม่มีโรคเป็นลาภอย่างยิ่งทางพุทธศาสนาจึงมุ่งถึงความไม่มีโรคคือกิเลส ก็คือจิตว่างกิเลส..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก - อโรคยา ปรมาลาภา
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/somdej/sd-001.htm


พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) ..ดูกรภิกษุทั้งหลาย โรค ๒ อย่างนี้ ๒ อย่างเป็นไฉน คือโรคทางกาย ๑ โรคทางใจ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้ปฏิญาณความไม่มีโรคด้วยโรคทางกาย ตลอดปี หนึ่งมีปรากฏ ผู้ปฏิญาณความไม่มีโรคตลอด ๒ ปีบ้าง ๓ ปีบ้าง ๔ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง ผู้ปฏิญาณความไม่มีโรคแม้ยิ่งกว่า ๑๐๐ ปีบ้าง มีปรากฏ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัตว์เหล่าใดปฏิญาณความไม่มีโรคทางใจแม้ครู่หนึ่ง สัตว์เหล่านั้นหาได้ยาก ในโลก เว้นจากพระขีณาสพ ฯ

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๒๑
สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
หน้าที่ ๑๔๑ ข้อที่ ๑๕๗
http://etipitaka.com/read/thai/21/141

19.3.18

อรรถกถาโลกสูตร ในโลกสูตรที่ ๑๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้

BY Somchatchai IN No comments

พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) วินิจฉัย ...โลกแม้จำแนกออกไปมากอย่าง ดังที่พรรณนามานี้ ย่อมถึงการสงเคราะห์ คือการรวมลงในอุปาทานขันธ์ ๕ เท่านั้น. ,

อรรถกถาโลกสูตร ในโลกสูตรที่ ๑๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- ความหมายของโลก บทว่า โลโก ความว่า ชื่อว่าโลก เพราะหมายความว่าย่อยยับไป หักพังไป. โดยเนื้อความได้แก่อริยสัจ ๒ ข้อต้น แต่ในที่นี้พึงทราบว่า ได้แก่ ทุกขอริยสัจ.

โลกนี้นั้น ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง ทั้งโดยจำแนกออกไป และโดยสรุปว่า สัตวโลก สังขารโลก และโอกาสโลก. อีกอย่างหนึ่ง โลกมีมากอย่าง ด้วยสามารถแห่งขันธโลกเป็นต้น.

ถามว่า โลกคืออะไร ? คือ ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วิปัตติภวโลก วิปัตติสัมภวโลก สัมปัตติภวโลก สัมปัตติสัมภวโลก

โลก ๑ คือ สัตว์ทั้งมวล ดำรงอยู่ด้วยอาหาร

โลก ๒ คือ นาม ๑ รูป ๑

โลก ๓ คือ เวทนา ๓

โลก ๔ คือ อาหาร ๔

โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕

โลก ๖ คือ อายตนะที่เป็นไป ภายใน ๖

โลก ๗ คือ วิญญาณฐิติ ๗

โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘

โลก ๙ คือ สัตตาวาส ๙

โลก ๑๐ คือ อายตนะ ๑๐

โลก ๑๒ คือ อายนะ ๑๒

โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘

โลกแม้จำแนกออกไปมากอย่าง ดังที่พรรณนามานี้ ย่อมถึงการสงเคราะห์ คือการรวมลงในอุปาทานขันธ์ ๕ เท่านั้น.

และอุปาทานขันธ์ก็เป็นทุกขอริยสัจ คือแม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ ฯลฯ โดยย่นย่อ แม้อุปาทานขันธ์ ๕ ก็เป็นทุกข์ ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้กล่าวไว้ว่า โดยเนื้อความได้แก่อริยสัจ ๒ อย่างข้างต้น

แต่ในพระสูตรนี้ พึงทราบว่า ได้แก่ ทุกขอริยสัจ

บางส่วนจาก พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับมหามกุฏฯ) เล่มที่ ๔๕
สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๔
หน้าที่ ๗๒๖ - ๗๒๗
http://etipitaka.com/read/thaimm/45/726/