Showing posts with label หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี. Show all posts
Showing posts with label หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี. Show all posts

20.4.19

..จิตใจของคนเราถ้าอยู่ปกติธรรมดาแล้ว มันก็เฉยไม่มีร้อนไม่มีเย็น อันนั้นมันอยู่ปกติ อันนี้มันวุ่นวายด้วยความรักด้วยความโกรธ ด้วยความหลง ด้วยความยินดี รักใคร่อันนั้นน่ะ นั่นจึงว่าเป็นของร้อน..

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ..จิตใจของคนเราถ้าอยู่ปกติธรรมดาแล้ว มันก็เฉยไม่มีร้อนไม่มีเย็น อันนั้นมันอยู่ปกติ อันนี้มันวุ่นวายด้วยความรักด้วยความโกรธ ด้วยความหลง ด้วยความยินดี รักใคร่อันนั้นน่ะ นั่นจึงว่าเป็นของร้อน..,

..เพราะเหตุที่ไม่เห็นความร้อนนั่นเอง มันยังอยู่ในความร้อนทั้งนั้น เข้าใจว่าเป็นของเย็น เข้าใจกิเลสเป็นของตรงข้ามว่าเป็นของสบาย เป็นของดี “ความร้อน” ในที่นี่นั้น ร้อนด้วยราคะ ด้วยโทสะ ด้วยโมหะ ร้อนตั้งแต่เบื้องต้นจนอวสานที่สุด เรียกว่าความร้อน

ตาเห็นรูปสดสวยงดงาม เกิดความรักใคร่ยินดี มันร้อนอย่างไร ? เกิดความรักใคร่ยินดีเกิดความพอใจ มันร้อนอย่างไร ? ให้พิจารณาดูทำไมจึงว่ามันร้อน ?

เพราะเหตุที่ว่าความรัก ความใคร่ ความกำหนัด ความยินดี ความพอใจ ความเพลิดเพลิน เหล่านั้นมันไม่อยู่ปกติธรรมดา จิตใจของคนเราถ้าอยู่ปกติธรรมดาแล้ว มันก็เฉยไม่มีร้อนไม่มีเย็น อันนั้นมันอยู่ปกติ อันนี้มันวุ่นวายด้วยความรักด้วยความโกรธ ด้วยความหลง ด้วยความยินดี รักใคร่อันนั้นน่ะ นั่นจึงว่าเป็นของร้อน แต่คนเราไม่เห็นความร้อนอันนั้น เห็นว่าเป็นของดีซ้ำอีก

อยากจะได้รูปสวย ๆ อยากได้เสียงเพราะ ๆ กลิ่นรสชาติดี ๆ ชอบใจ โผฏฐัพพะสิ่งที่นิ่มนวล ธรรมารมณ์อารมณ์ที่มันเพลิดเพลิน นั่นแหละเข้าใจว่าเป็นของดี รูปสวย ๆ เข้าใจว่าเป็นดีเข้าใจว่าเป็นของเย็น เข้าใจว่าเป็นของชอบใจ มันชอบใจจึงว่าเป็นของเย็น

เพราะเหตุคนไม่เห็นกิเลสของตน อันว่าความยินดียินร้าย พอใจไม่พอใจนั้นเป็นตัวกิเลสทั้งหมด..

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนาหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี - เห็นกิเลสเป็นของดี (๒๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๑)
http://tesray.com/afterhours-60

18.10.18

อันเรื่องของโลกทั้งหลายนั้น มันอยู่ในจิตนี่แหละ คิดนึกปรุงแต่ง แต่งไม่รู้แล้วรู้รอดกันสักที พระพุทธเจ้าจึงทรงอยู่เหนือ คือ เหนือเรื่องเหล่านั้น คือ ทรงรู้เท่ารู้เรื่อง “รู้เท่า” นี้หมายความว่ารู้เท่ากับความคิดนั่นแหละ รู้เท่าความปรุงความแต่ง มันปรุงมันแต่งก็รู้ รู้พร้อมๆกันเลย ไม่เกิน ไม่ขาด ไม่เหลือ จึงเรียกว่า “รู้เท่า”

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ..อันเรื่องของโลกทั้งหลายนั้น มันอยู่ในจิตนี่แหละ คิดนึกปรุงแต่ง แต่งไม่รู้แล้วรู้รอดกันสักที พระพุทธเจ้าจึงทรงอยู่เหนือ คือ เหนือเรื่องเหล่านั้น คือ ทรงรู้เท่ารู้เรื่อง

“รู้เท่า” นี้หมายความว่ารู้เท่ากับความคิดนั่นแหละ รู้เท่าความปรุงความแต่ง มันปรุงมันแต่งก็รู้ รู้พร้อมๆกันเลย

ไม่เกิน ไม่ขาด ไม่เหลือ จึงเรียกว่า “รู้เท่า” ไม่ใช่รู้ตาม รู้ตามนั่นมันตามไป รู้แล้วค่อยตาม รู้แล้วค่อยเห็น รู้แล้วค่อยรู้ตัว อันนั้นมันตาม

เหมือนตามรอยวัวรอยควาย อันนั้นไม่เห็นตัวมันหรอก ครั้น “รู้เท่า” นั้น รู้เท่าตัวมันเลย รู้ในทันท่วงทีมันเลย “รู้เท่า” มันเป็นอย่างนี้ มันต่างกับความรู้ตาม เหตุนั้น คําที่ว่า “รู้ตาม” นั้น ไม่มีทางที่จะทันตัวมันหรอก พอ “รู้เท่า” เท่านั้น เลยทันตัว..

บางส่วนจาก ธรรมเทสนา ชุด โอวาทหลังปาติโมกข์ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี - ธาตุรู้
http://tesray.com/afterhours-24

1.9.18

“มีศีลแล้วจึงจะปฏิบัติธรรมให้เข้าขั้นสูงขึ้นไปโดยลำดับได้ มนุษย์คนเราผู้เกิดมาแล้วไม่มีศีลเสียเลยแม้แต่ข้อเดียวได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ได้รักษาศักดิ์ศรีของตนไว้อย่างน่าเสียดาย”

BY Somchatchai IN No comments

พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับศีลว่า

 “มีศีลแล้วจึงจะปฏิบัติธรรมให้เข้าขั้นสูงขึ้นไปโดยลำดับได้ มนุษย์คนเราผู้เกิดมาแล้วไม่มีศีลเสียเลยแม้แต่ข้อเดียวได้ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ได้รักษาศักดิ์ศรีของตนไว้อย่างน่าเสียดาย”

พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี), เทสโกวาท (กรุงเทพฯ : พิมพ์สวย, 2545), หน้า 39.

24.8.18

อย่างไปสมมติว่าหญิง ว่าชาย ว่าหนุ่ม ว่าแก่ ว่าสวย ไม่สวย ก้อนธาตุอันนั้นมันก็ไม่มีความรู้สึกว่าอะไรเลย หน้าที่ของมัน เมื่อประชุมกันเข้าเป็นก้อนแล้ว อยู่ได้ชั่วขณะหนึ่ง แล้วมันก็ค่อยแปรไปตามสภาพของมัน ผลที่สุดมันก็แตกสลาย แยกกันไปอยู่ตามสภาพเดิมของมันเท่านั้นเอง

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ..อย่างไปสมมติว่าหญิง ว่าชาย ว่าหนุ่ม ว่าแก่ ว่าสวย ไม่สวย ก้อนธาตุอันนั้นมันก็ไม่มีความรู้สึกว่าอะไรเลย หน้าที่ของมัน เมื่อประชุมกันเข้าเป็นก้อนแล้ว อยู่ได้ชั่วขณะหนึ่ง แล้วมันก็ค่อยแปรไปตามสภาพของมัน ผลที่สุดมันก็แตกสลาย แยกกันไปอยู่ตามสภาพเดิมของมันเท่านั้นเอง

 ใจของคนเราต่างหาก เมื่อความไม่รู้เท่าเข้าใจตามเป็นจริงแล้ว ก็ไปสมมติว่าเป็นคน เป็นหญิง เป็นชาย สวย ไม่สวย สวยก็ชอบใจรักใคร่ อยากได้มาเป็นของตน ไม่สวยก็เกลียดเหยียดหยาม ดูถูก ไม่ชอบใจ ไม่อยากได้ อยากเห็น

ใจไปสมมติเอาเองแล้วก็ไปหลงติดสมมติของตัวเอง เพิ่มพูนกิเลส ซึ่งมันหมักหมมอยู่แล้ว ให้หนาแน่นขึ้นอีก กิเลสอันเกิดจากความหลงเข้าใจผิดนี้ ถ้ามีอยู่ในจิตสันดานของบุคคลใดแล้ว หรืออยู่ในโลกใดแล้ว

ย่อมทำบุคคลนั้นหรือโลกนั้นให้วุ่นว่ายเดือดร้อนมากแลน้อย ตามกำลังพลังของมัน สุดแล้วแต่มันจะบันดาลให้เป็นไป ฯ

บางส่วนจาก ธาตุ - ขันธ์ - อายตนะสัมพันธ์ โดย พระราชนิโรธรังสีฯ (หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี)
https://www.m-culture.go.th/young/ewt_news.php?nid=332&filename=index

29.7.18

ตัวบุญแท้ อยู่ที่ใจของเรา ความอิ่มใจนั่นแหละเป็นตัวบุญแท้ ฉะนั้น จึงว่าบุญและบาปมีที่ตัวของเรา เกิดที่ตัวของเรา นอกตัวของเราไม่มีหรอก

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี "ตัวบุญแท้ อยู่ที่ใจของเรา ความอิ่มใจนั่นแหละเป็นตัวบุญแท้ ฉะนั้น จึงว่าบุญและบาปมีที่ตัวของเรา เกิดที่ตัวของเรา นอกตัวของเราไม่มีหรอก"

พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี), เทสโกวาท (กรุงเทพมหานคร : พิมพ์สวย, 2545), หน้า 35.
http://www.ebooks.in.th/4908/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97/

เมื่อศีลเข้าถึงจิตเข้าถึงใจแล้ว เราไม่ต้องรักษาศีล ศีลกลับมารักษาตัวเราเอง

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี "เมื่อศีลเข้าถึงจิตเข้าถึงใจแล้ว เราไม่ต้องรักษาศีล ศีลกลับมารักษาตัวเราเอง"

พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี), เทสโกวาท (กรุงเทพมหานคร : พิมพ์สวย, 2545), หน้า 37.
http://www.ebooks.in.th/4908/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97/

28.7.18

แท้จริงศีลทั้งปวงเป็นเครื่องกีดกัน มิให้กายใจเล็ดลอดตกไปหาความชั่วต่างหาก ผู้ใดรักษาศีลเพราะเห็นว่าเป็นข้อบังคับ ผู้นั้นจะเป็นทุกข์และบาป เพราะรักษาศีลเปล่าๆ

BY Somchatchai IN No comments

พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)  : อย่าเห็นว่าศีลเป็นเพียงข้อบังคับ

แท้จริงศีลทั้งปวงเป็นเครื่องกีดกัน มิให้กายใจเล็ดลอดตกไปหาความชั่วต่างหาก

ผู้ใดรักษาศีลเพราะเห็นว่าเป็นข้อบังคับ ผู้นั้นจะเป็นทุกข์และบาป เพราะรักษาศีลเปล่าๆ

พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี), เทสโกวาท (กรุงเทพมหานคร : พิมพ์สวย, 2545), หน้า 39.
http://www.ebooks.in.th/4908/%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B9%8C_%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%97/

26.7.18

มนุสสเทโว มนุษย์เทวดา

BY Somchatchai IN , , No comments

- สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) ได้ให้ความหมายของมนุสสเทโวว่า “มนุษย์ที่มีใจเป็นเทพเป็นเทวดา ประกอบด้วยหิริโอตตัปปะ ความละอายความเกรงกลัวต่อความชั่ว ปฏิบัติตนอยู่ในธรรมอันขาวสะอาด มีศีล 5 เป็นต้น เป็นผู้สงบ เป็นสัตบุรุษ คือคนดี”

- พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร ได้ให้ความหมายของมนุสสเทโว ว่า “ร่างกายเป็นมนุษย์ หัวใจเป็นเทวธิดา เทวบุตร หัวใจมีทาน มีศีล มีภาวนา รู้จักเคารพนอบน้อม รู้จักกราบรู้จักไหว้ ใจมีหิริโอตตัปปะ ละอายบาป กลัวบาป ใจเบิกบาน ใจสว่างไสว ใจดี ดับขันธ์ก็ไปเป็นเทวบุตรเทวธิดา”

- พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี) ได้ให้ความหมาย มนุสสเทโวว่า “มนุษย์ที่มีศีลธรรม คือมีความละอายบาป มีความละอายความชั่วกลัวต่อความผิด สิ่งที่ตนทำไม่ดีไม่งาม เห็นโทษอยู่ตลอดเวลา อันนี้เรียกว่ามนุษย์เทวดา ธรรมของเทวดามีอยู่ 2 ประการ คือความละอายบาปกับกลัวบาป”

- พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ ได้ให้ความหมาย มนุสสเทโวว่า มนุษย์ที่มีจิตใจเป็นเทวดา เรียกว่ามนุษย์ใจบุญ มีคุณธรรมประจำตัว เป็นผู้มีหิริ ความละอายในการทำชั่วทางกาย และมีความละอายในการพูดชั่วเป็นนิสัย โอตตัปปะ เป็นผู้มีจิตใจกลัวในบาปอกุศล และกลัวในผลของบาปจะตามสนอง เป็นผู้มีความรักความสงสารในหมู่มนุษย์ด้วยกัน และมีความรักความสงสารในหมู่สัตว์ทั่วไป เป็นผู้มีนิสัยช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ

อ้างอิง
สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน), โลก-เหนือโลก (กรุงเทพมหานคร : ชวนพิมพ์, 2527), หน้า 4.
พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร, “มนุษย์ 7 จำพวก,” 27 กรกฎาคม 2518, 5 มกราคม 2560 <http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=52218>.
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี). (10 กันยายน 2556). มนุษย์มีหลายประเภท. [Video file]. ค้นจาก https://www.youtube.com/watch?v=7lwlBSfwAYI
พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ, เหตุให้เกิดทุกข์ (ซานฟรานซิสโก : วัดซานฟรานธัมมาราม, 2541), หน้า 5.

25.7.18

คนเราถ้าหากว่ามีธรรมของเทวดา มาสวมไว้ในตัวของเรา ตัวของเราก็เป็นเทวดา ถ้าคนเราเอาธรรมของเปรตมาสวมไว้ก็เป็นมนุสสเปโต ถ้าคนเราเอาธรรมของสัตว์เดรัจฉาน มาสวมมันก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน มนุสสติรัจฉาโน

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ..คนเราถ้าหากว่ามีธรรมของเทวดา มาสวมไว้ในตัวของเรา ตัวของเราก็เป็นเทวดา
ถ้าคนเราเอาธรรมของเปรตมาสวมไว้ก็เป็นมนุสสเปโต ถ้าคนเราเอาธรรมของสัตว์เดรัจฉาน มาสวมมันก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน มนุสสติรัจฉาโน..

บางส่วนจากพระธรรมเทศนา หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี - มนุษย์มีหลายประเภท
https://youtu.be/7lwlBSfwAYI?t=3m (3:00 - 3:25)

22.7.18

คำว่า มนุษย์ผู้มีใจสูงนั้น มิใช่สูงด้วยทิฐิมานะอันแสดงถึงความกระด้าง ถ้าหมายถึงสูงแบบนั้น ริ้นตัวเล็กๆ อาจมีใจสูงกว่าคนเราก็ได้ สูงในที่นี้ หมายถึงความรู้ดีชั่วแล้วละชั่วกลับเป็นดีได้ แล้วไม่กลับตัวลงไปทำความชั่วอันเป็นของต่ำช้าเลวทรามอีก

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ..คำว่า มนุษย์ผู้มีใจสูงนั้น มิใช่สูงด้วยทิฐิมานะอันแสดงถึงความกระด้าง ถ้าหมายถึงสูงแบบนั้น ริ้นตัวเล็กๆ อาจมีใจสูงกว่าคนเราก็ได้

สูงในที่นี้ หมายถึงความรู้ดีชั่วแล้วละชั่วกลับเป็นดีได้ แล้วไม่กลับตัวลงไปทำความชั่วอันเป็นของต่ำช้าเลวทรามอีก

สัตว์ดิรัจฉานมีใจต่ำ น้อยตัวที่สามารถกลับตนให้ดีกว่าภูมิเดิมได้ ถึงแม้คนจะหัดศิลปวิชานานาชนิดให้ เป็นต้นว่าหัดเล่นละครได้อย่างดีสักเท่าไร ก็ได้เพียงแค่เจ้าของผู้หัดให้เท่านั้น นอกเหนือออกไปจากนั้นแล้ว มันไม่สามารถจะทำได้เลยและเรื่องที่มันทำได้อยู่นั้นก็ดี มันหาได้รู้เรื่องเค้าความเป็นมา และความประสงค์ในเรื่องนั้นไม่

อนึ่ง การหัดสัตว์นั้น เขามักหัดให้มันติดยาเสพติดเสียก่อน เมื่อมันติดยาแล้วจึงเอายาเสพติดมาจ้าง ให้มันทำตามบังคับของตน

สำหรับพุทธศาสนาไม่ใช่ยาเสพติด สอนให้รู้จักสิ่งที่ผิดที่ถูก สิ่งที่ดีให้เกิดคุณประโยชน์ สิ่งที่ชั่วให้เกิดโทษเป็นทุกข์ รู้คุณและโทษชัดเองด้วย แล้วละชั่วทำดี โดยไม่มีใครบังคับ จึงชื่อได้ว่าเป็นผู้มีใจสูง ถ้าละไม่ได้ก็ไม่สูง..

บางส่วนจาก ธรรมเทสนา ชุด โอวาทหลังปาติโมกข์ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี http://tesray.com/afterhours-01

10.4.18

เพราะฉะนั้นน่ะ จึงขอให้พากันตั้งใจ หัดสติรักษาใจ กำเนิดควบคุมใจให้มันมีพลัง คือให้มันมีสมาธิเต็มที่แล้วเพ่งพิจารณา รูปธรรม นามธรรม จนให้เห็นชัดแจ้งตามเป็นจริง จึงเรียกว่าปฏิบัติธรรม ให้ถึงความต้องการและปรารถนาของตน

BY Somchatchai IN No comments

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ..เพราะฉะนั้นน่ะ จึงขอให้พากันตั้งใจ หัดสติรักษาใจ กำเนิดควบคุมใจให้มันมีพลัง คือให้มันมีสมาธิเต็มที่แล้วเพ่งพิจารณา รูปธรรม นามธรรม จนให้เห็นชัดแจ้งตามเป็นจริง

จึงเรียกว่าปฏิบัติธรรม ให้ถึงความต้องการและปรารถนาของตน..

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนาหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี - รูปธรรม นามธรรม
https://youtu.be/5JAv6p7Hjso?t=20m30s (20:30 - 20:55)

1.6.17

..เจ้ากรรมนายเวรก็คงอยู่ที่ตัวของเรานั่นเอง.. ..เวร อันหนึ่ง กรรม อีกอันหนึ่ง พูดไว้ ๒ อย่าง เวร นั้นทำแล้วต้องผูกอาฆาตพยาบาท จองล้างจองผลาญซึ่งกันและกัน.. ..หากว่าทั้ง ๒ เลิกร้างต่อกัน นาย ก. และนาย ข. ลบร้างกันแล้วก็หมดเวรหมดกรรม อันนั้น ระงับเพราะไม่มีเวร.. ..ผลกรรมที่จะให้ละคราวนี้ ไม่ใช่คนที่เราทำนั้นมาให้ คนอื่นทำให้ก็ได้ หรือสิ่งอื่นทำให้ก็ได้.. ..กรรมที่เราทำไว้นั้นแหละย่อมสนองให้เราเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่คนที่เราทำให้นั้นมาทำให้เรา อันนั้นเรียกว่ากรรม..

BY Somchatchai IN No comments

..เจ้ากรรมนายเวรก็คงอยู่ที่ตัวของเรานั่นเอง..

..เวร อันหนึ่ง กรรม อีกอันหนึ่ง พูดไว้ ๒ อย่าง เวร นั้นทำแล้วต้องผูกอาฆาตพยาบาท จองล้างจองผลาญซึ่งกันและกัน.. ..หากว่าทั้ง ๒ เลิกร้างต่อกัน นาย ก. และนาย ข. ลบร้างกันแล้วก็หมดเวรหมดกรรม อันนั้น ระงับเพราะไม่มีเวร..

..ผลกรรมที่จะให้ละคราวนี้ ไม่ใช่คนที่เราทำนั้นมาให้ คนอื่นทำให้ก็ได้ หรือสิ่งอื่นทำให้ก็ได้.. ..กรรมที่เราทำไว้นั้นแหละย่อมสนองให้เราเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่คนที่เราทำให้นั้นมาทำให้เรา อันนั้นเรียกว่ากรรม.. //

คำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” นั้น หมายถึงผู้ปกครองกรรมเวร ก็อย่างพวกข้าราชการ เจ้านายปกครองประชาชน เมื่อว่าเจ้ากรรมนายเวรบอกให้ทำอะไรก็ต้องทำ บอกให้เลิกละก็ต้องเลิกละ อย่างนี้จึงเรียกว่าเจ้ากรรมนายเวร

คราวนี้มาพิจารณาถึงเรื่องกรรมเวร กรรมมันเกิดจากอะไร? ให้คิดถึงตอนนี้อีก อย่างพระพุทธเจ้าท่านทรงเทศนาว่า กมฺมสฺสกา กมฺมทายาทา ผู้ใดทำกรรมอันใดไว้ ย่อมได้รับกรรมอันนั้น มาพิจารณาตอนนี้แล้ว ไม่ทราบเจ้ากรรมนายเวรอยู่ตรงไหน เจ้ากรรมนายเวรก็คงอยู่ที่ตัวของเรานั่นเอง ที่ว่า เราทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว มิใช่ว่าตายไปแล้วจะให้เจ้ากรรมนายเวรนั้นบังคับ ตายไปก็คนเดียวเรานี่แหละ ไปเกิดที่ไหนก็คนเดียวนั่นแหละ เป็นกรรมเป็นเวร

เหตุนั้นคำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” นี่ ในพุทธศาสนาไม่มี แต่ความนิยมนับถือของเขาว่าเป็นของมีอยู่ นี่แหละเข้าใจผิดตรงนี้แหละ และเมื่อเจ้ากรรมนายเวรมีอย่างนั้นแล้ว เขาทำบุญทำทานสิ่งเหล่านั้นไป ก็ให้ถึงเจ้ากรรมนายเวรให้รับ และให้เจ้ากรรมนายเวรอโหสิกรรมให้ คนทำกรรมทำเวรนั้นจิตมุ่งมาตรปรารถนาอาฆาตจองเวรจองกรรมซึ่งกันและกัน แล้วมันจะขาดไปได้อย่างไร

เวร อันหนึ่ง กรรม อีกอันหนึ่ง พูดไว้ ๒ อย่าง

เวร นั้นทำแล้วต้องผูกอาฆาตพยาบาท จองล้างจองผลาญซึ่งกันและกัน..

..เวรนี่จะหมดเวรด้วยประการใด? เวรย่อมไม่ระงับเพราะมีเวร เวรระงับเพราะไม่มีเวร ความข้อนั้น เวรระงับเพราะไม่มีเวร คือ หมายความว่า คนนี้ก็เลิกร้างกัน เห็นโทษของตนแล้วเลิกร้างไม่ทำเวรต่อไป คือนาย ก. ไม่ทำเวรกับนาย ข. ต่อไป

แต่นาย ข. ล่ะคราวนี้ยังไม่เลิกร้าง มันก็ต้องจำเป็นต้องผูกเวรกับนาย ก. อีกต่อไป อันนั้นยังไม่ทันหมดเวร ยังไม่ได้ระงับเวรเพราะมีเวร หากว่าทั้ง ๒ เลิกร้างต่อกัน นาย ก. และนาย ข. ลบร้างกันแล้วก็หมดเวรหมดกรรม อันนั้น ระงับเพราะไม่มีเวร..

..คราวนี้กรรม กรรมไม่ใช่อย่างนั้น คนที่ทำกรรมจะรู้จักหน้ารู้จักตา รู้จักชื่อเสียงวงศ์ตระกูลอะไรกันต่างๆก็ตามเถอะ หรือไม่รู้จักก็ช่าง อย่างว่าคนเราทำกรรมเช่น ไปฆ่าสัตว์หรือฆ่ามนุษย์ โดยเหตุที่ไม่รู้จักหน้ารู้จักตา ไม่รู้จักวงศ์ตระกูลของกันและกัน อย่างสงครามโลกนี้เป็นต้นไม่รู้จักว่าคนชาติไหน ประเทศใด อยู่ต่างน้ำต่างแดนโน่นล่ะแล้ว ก็ยิงก็ฆ่ากันตายไป แล้วไม่รู้จักอาฆาตพยาบาทกัน มุ่งที่จะฆ่าทำลายกันและกัน ย่อมเป็นกรรมทั้ง ๒ ฝ่าย

ผลกรรมที่จะให้ละคราวนี้ ไม่ใช่คนที่เราทำนั้นมาให้ คนอื่นทำให้ก็ได้ หรือสิ่งอื่นทำให้ก็ได้เช่น เราตกน้ำตาย ฟ้าผ่าตาย รถคว่ำตาย เครื่องบินตกตาย น้ำท่วมพายุพัดตาย อย่างนี้เป็นต้นอันนั้นเรียกว่ากรรม กรรมที่เราทำไว้นั้นแหละย่อมสนองให้เราเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่คนที่เราทำให้นั้นมาทำให้เรา อันนั้นเรียกว่ากรรม

อัน “เจ้ากรรม-นายเวร” นั้นพูดทั้ง ๒ อย่าง เจ้ากรรมก็ดี นายเวรก็ดี ที่อย่างพูดมาเบื้องต้นว่า คนนั้นเป็นคนบังคับให้ทำ แต่แท้ที่จริงคนนั้นไม่ใช่คนบังคับ หากต่างคนต่างทำด้วยตนเองแล้ว กรรมนั้นบันดาลให้เกิดขึ้น..

บางส่วนจาก กรรม-เวร
ธรรมเทศนา ชุด โอวาทหลังปาติโมกข์ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
http://tesray.com/afterhours-30

30.3.17

ที่ท่านตั้งเป็นแนวไว้ว่า ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ คือเรียนรู้เสียก่อน เมื่อรู้เรื่องแล้วจึงค่อยปฏิบัติ ปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยถึงปฏิเวธ อันนี้ก็จริงอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปเรียนให้มากๆ จนได้นักธรรม ตรี โท เอก เป็นมหาเปรียญเสียก่อนแล้ว จึงค่อยปฏิบัติไม่ใช่อย่างนั้น การเรียนนั้นไม่ต้องไปเรียนตามตำรับตำราอะไรมากมาย คือเราเข้าหาสำนักครูอาจารย์หรือผู้ที่ท่านจะอธิบายธรรมะข้อใดบทใดให้ฟังก็ตามเรียกว่า การฟัง นั่นแหละนับว่าเป็นการเรียนในที่นี้ เมื่อเรียนแล้วก็เกิดความเข้าใจและเห็นคุณประโยชน์ในการเรียนจึงตั้งใจปฏิบัติตาม เมื่อเราปฏิบัติด้วยตนเองแล้วจึงเกิดปฏิเวธในธรรมปริยัติข้อนั้นๆ ขึ้นมา

BY Somchatchai IN No comments

ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ เป็นหลักสำคัญในพระพุทธศาสนา

ปริยัติ เป็นชื่อเรียกคำสอนทั้งปวงที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้

ปฏิบัติ ปฏิบัติตนตามนัยที่พระองค์ทรงสอนไว้

ปฏิเวธ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นมาเองภายในใจของผู้ปฏิบัติ เป็นของเฉพาะแต่ละบุคคล ไม่ใช่ของเกิดได้ในสาธารณะทั่วไป

ทีนี้จะพูดถึงหลักความจริงแล้วมันจะกลับกันจากความเข้าใจของคนทั่วไป

คือ ปริยัติเกิดมาจากปฏิเวธ ปฏิเวธจะเกิดได้เพราะปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติ ก็ไม่ถึงปฏิเวธ ไม่มีปฏิเวธ เมื่อไม่มีปฏิเวธ คือไม่รู้แจ้งเห็นจริง ก็บัญญัติไม่ถูก (บัญญัติ ก็คือปริยัติ) บัญญัติไม่ถูก ก็ไม่มีปริยัติ

เมื่อพูดตามความเป็นจริงแล้วมันต้องเป็นอย่างนั้น ที่ท่านตั้งเป็นแนวไว้ว่า ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ คือเรียนรู้เสียก่อน เมื่อรู้เรื่องแล้วจึงค่อยปฏิบัติ ปฏิบัติได้แล้วจึงค่อยถึงปฏิเวธ อันนี้ก็จริงอยู่ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปเรียนให้มากๆ จนได้นักธรรม ตรี โท เอก เป็นมหาเปรียญเสียก่อนแล้ว จึงค่อยปฏิบัติไม่ใช่อย่างนั้น

การเรียนนั้นไม่ต้องไปเรียนตามตำรับตำราอะไรมากมาย คือเราเข้าหาสำนักครูอาจารย์หรือผู้ที่ท่านจะอธิบายธรรมะข้อใดบทใดให้ฟังก็ตามเรียกว่า การฟัง นั่นแหละนับว่าเป็นการเรียนในที่นี้ เมื่อเรียนแล้วก็เกิดความเข้าใจและเห็นคุณประโยชน์ในการเรียนจึงตั้งใจปฏิบัติตาม เมื่อเราปฏิบัติด้วยตนเองแล้วจึงเกิดปฏิเวธในธรรมปริยัติข้อนั้นๆ ขึ้นมา ดังนั้น ปริยัติต้องออกมาจากปฏิเวธแน่นอน

คำว่า ศึกษาธรรมะ นั้นไม่ใช่การเรียนปริยัติ ถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นว่าศึกษาปริยัตินั้นอันหนึ่ง ศึกษาธรรมะก็อีกอันหนึ่งแตกต่างกัน โดยมากเข้าใจกันว่า ศึกษาธรรมะ คือ ศึกษาตามตำรับตำรา บทบัญญัติ และพระธรรมคำสอนต่างๆ ของพระพุทธเจ้า เมื่อได้แล้วก็เป็นปฏิเวธ แต่การศึกษาอันที่จะนำให้เกิดปฏิเวธนั้นไม่ใช่ศึกษาแต่ปริยัติดังที่เข้าใจกันเช่นนั้น หากเป็นการศึกษาอุบายแยบคายโดยเฉพาะในการที่จะปฏิบัติด้วยตนเองเพื่อให้เกิดปฏิเวธ..

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=44750
ปริยัติ-ปฏิบัติ-ปฏิเวธ
โดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
เมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๑๖

24.3.17

“อันธพาลและบัณฑิตตัวจริงนั้น ไม่ใช่อยู่ที่มิตรภายนอกอย่างนั้น มันอยู่ที่ใจของเราต่างหาก มันเกิดขึ้นที่ใจของเราเอง” “ถึงคนอื่นจะเป็นพาลกันทั้งโลก หากเราไม่คบพาลในตัวของเราแล้ว เราก็ไม่เป็นพาลไปได้”

BY Somchatchai IN No comments

“อันธพาลและบัณฑิตตัวจริงนั้น ไม่ใช่อยู่ที่มิตรภายนอกอย่างนั้น มันอยู่ที่ใจของเราต่างหาก มันเกิดขึ้นที่ใจของเราเอง”

“ถึงคนอื่นจะเป็นพาลกันทั้งโลก หากเราไม่คบพาลในตัวของเราแล้ว เราก็ไม่เป็นพาลไปได้”

พระธรรมเทศนา ดูคนสองจำพวกให้เป็น (๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๓)
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี (พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์)


19.3.17

ฉะนั้น ผู้ที่เชื่อมั่นใจในพุทธศาสนาคำสอนของพระพุทธเจ้าจนถึงข้อเท็จจริงแล้ว จึงไม่มีความหวั่นเกรงว่าใครและลัทธิอะไรก็ตาม จะมาทำลายพระพุทธศาสนาของตนให้เสื่อมสูญลงไปได้

BY Somchatchai IN No comments

..ฉะนั้น ผู้ที่เชื่อมั่นใจในพุทธศาสนาคำสอนของพระพุทธเจ้าจนถึงข้อเท็จจริงแล้ว จึงไม่มีความหวั่นเกรงว่าใครและลัทธิอะไรก็ตาม จะมาทำลายพระพุทธศาสนาของตนให้เสื่อมสูญลงไปได้

ที่พากันกลัวว่า ลัทธิการเมืองบางลัทธิไม่ให้มีศาสนานั้น เพราะเขาผู้นั้นไม่เข้าใจหลักของพระพุทธศาสนา แล้วปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ยังเข้าไม่ถึง เห็นพระพุทธศาสนาเพียงตื้นๆ เผินๆ ยึดเอาวัดเอาโบสถ์เอาวิหาร แม้แต่พระภิกษุสามเณรที่ประพฤติตนเลวๆ ว่าเป็นศาสนา เมื่อสิ่งเหล่านั้นเสื่อมสลาย หรือบุคคลเหล่านั้นทำตนเป็นคนเลวๆ ก็หาว่าศาสนาเสื่อมสูญเสียแล้ว

แท้จริง สิ่งเหล่านั้นมิใช่ศาสนา เป็นแต่สัญลักษณ์ของพุทธศาสนาเท่านั้น พุทธศาสนาก็แปลว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าบ่งชัดอยู่แล้ว พุทธบริษัทหรือพุทธสาวกก็แปลว่าผู้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า เข้าใจแล้วและเลื่อมใสแล้วยอมปฏิบัติตาม พระสมณโคดมก็เป็นผู้ตรัสรู้สัจธรรมของจริง แล้วนำเอาธรรมของจริงนั้นมาบอกสอนคนอื่น คำสอนของพระองค์นั้นต่างหากคือพระพุทธศาสนา..

บางส่วนจาก พุทธศาสนาเสื่อมสูญได้อย่างไร หนังสือพุทธศาสนาเสื่อมได้อย่างไร
พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
http://tesray.com/truth-never-changes

29.1.17

มัคคสมังคี จิตรวม ศีล สมาธิ ปัญญา เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงจะเข้าถึงอริยภูมิได้

BY Somchatchai IN No comments

มัคคสมังคี..

พึงทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว คือ พุทโธ เป็นของเลิศในโลก

พระพุทธศาสนาสอนให้เข้าถึงจิตถึงใจอันเดียว กิเลสทั้งหลายเกิดจากจิต จิตเป็นผู้ยึดเอากิเลสมาไว้ที่จิต จิตจึงเศร้าหมอง เมื่อจิตเห็นโทษของกิเลสแล้ว สละถอนกิเลสออกจากจิตได้แล้ว จิตก็ผ่องใสบริสุทธิ์

นี่เป็นหลักพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าสอนอย่างนี้มิใช่หรือ ถึงผู้จะเข้าสู่อริยภูมิ ก็ต้องเข้าถึงจิตเป็นหนึ่ง เรียกว่า มัคคสมังคี จิตรวม ศีล สมาธิ ปัญญา เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงจะเข้าถึงอริยภูมิได้

ปัญญาค้นคว้าหาเหตุผลของกิเลสนั้นๆ จนรู้ชัดเจนแจ่มแจ้งด้วยตนเองแล้ว นั่งอยู่ในที่เดียวนั้นก็เว้นจากความชั่วนั้นๆ ได้หมดจดสิ้นเชิง แล้วจิตก็แน่วแน่นลงเป็นสมาธิไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนไปไหน

หมดจากโทษนั้นๆ ก็จิตดวงนั้น ปัญญาความรู้เห็นโทษในกิเลสนั้น ๆ ก็จิตดวงนั้น แล้วรวมลงแน่วแน่น ลงสู่ในที่เดียว ก็จิตดวงนั้น แลต้องตามไปละถอนในที่ต่างๆ อยู่เฉพาะในที่เดียวในขณะจิตเดียว จิตของพระอริยเจ้าแต่ละขั้นจะเข้าถึง มัคคสมังคี รวมเป็นศีล สมาธิ ปัญญา เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันดังนี้

: หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=36032


มัคคสมังคี หมายความว่า ทุกสิ่งทุกประการรวมเป็นอันเดียวหมด คือใจมันรวมเสียก่อน ถ้าเมื่อไรใจรวมลงเป็นหนึ่งแล้ว อะไรๆทั้งหมด มารวมลงที่นั่น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ลงมาอันเดียวหมด

ครั้นถ้าแยกกันอยู่ยังไม่เป็นมัคคสมังคี ที่แยกกันอยู่นั้นเป็นอุบาย สำหรับพิจารณาให้เป็นสัดเป็นส่วน เห็นเป็นทุกข์ เป็นสมุทัย นิโรธ มรรค อันนั้นเป็นมรรคแยก อันนั้นยังไม่ทันถูกถูกอยู่หรอกแต่ยังไม่ถูกมัคคสมังคีแท้ มันเป็นเบื้องต้น ฝึกหัดเบื้องต้นต้องเป็นอย่างนั้น

ถ้าหากเป็นมัคคสมังคีแท้จริงแล้วอยู่อันเดียว พิจารณาอะไรก็ลงอันเดียวหมด ไม่มีสอง นี่แหละพุทธศาสนามันยาก จนให้เข้าใจยากตรงนี้แหละ

ทำๆไป ประเดี๋ยวมันเตลิดเปิดเปิงไป เลยส่งไปข้างนอก จับหลักไม่ได้ เข้าใจว่าตนดี ตนฉลาดเฉียบแหลมตนเข้าใจ แต่จับหลักไม่ได้ ผิดหมด มีมากมีหลายอย่างถึงเรื่องพุทธศาสนา

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนา หลักพุทธศาสนาลงอันเดียว ชุด โอวาทหลังปาติโมกข์ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
http://tesray.com/afterhours-05

20.1.17

พุทธศาสนาแท้ไม่เป็นอย่างนั้น หรอก มันต้องเป็นอันเดียวกัน ไม่มีใครผิดใครถูกเมื่อปฏิบัติถึงจิตรวมแล้ว จิตรวมเข้าไปเป็นอัปปนา แล้วหมดเรื่อง

BY Somchatchai IN No comments

..ฝึกหัดจิตให้เข้าถึงใจ วิธีปฏิบัติฝึกหัดกรรมฐานมีเท่านี้แหละ ใครจะฝึกหัดปฏิบัติอย่างไร ๆ ก็เอาเถอะ จะภาวนาพุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอพองหนอ หรืออานาปานสติ ก็ไม่เป็นปัญหา คำ บริกรรมเหล่านั้น ก็เพื่อล่อให้จิตเข้ามาอยู่ในคำบริกรรม

แต่คนที่เข้าใจผิดถือว่าตนดีวิเศษ โอ้อวด เพื่อนว่า ของข้าถูกของเอ็งละผิดอย่างนั้นอย่างนี้อะไรต่าง ๆ นานา พุทธศาสนาแท้ไม่เป็นอย่างนั้น หรอก มันต้องเป็นอันเดียวกัน ไม่มีใครผิดใครถูกเมื่อปฏิบัติถึงจิตรวมแล้ว จิตรวมเข้าไปเป็นอัปปนา แล้วหมดเรื่อง

จิตรวมเข้าถึงอัปปนาแล้วถึงที่สุดของการทำสมาธิเท่านี้ ไม่มีอะไรแตกต่างกัน..

บางส่วนจาก การปฏิบัติเบื้องต้น
พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_thes/lp-thes_10.htm

10.1.17

คนที่จะวางเฉยได้ "ต้องมีปัญญา ประกอบด้วยปัญญา" พิจารณาถึงบุญกรรมบาปเวร บุญวาสนาบารมีของมนุษย์สัตว์ ทั่วไปว่า มนุษย์สัตว์ทั้งหลายเกิดมามีกรรมเป็นของของตน ตนนั่นแหละเป็นผู้ได้รับผลของกรรม คนอื่นจะรับแทน ไม่ได้

BY Somchatchai IN No comments

"อุเบกขา คือการวางเฉย"

" .. คนที่จะวางเฉยได้ "ต้องมีปัญญา ประกอบด้วยปัญญา" พิจารณาถึงบุญกรรมบาปเวร บุญวาสนาบารมีของมนุษย์สัตว์ ทั่วไปว่า มนุษย์สัตว์ทั้งหลายเกิดมามีกรรมเป็นของของตน ตนนั่นแหละเป็นผู้ได้รับผลของกรรม คนอื่นจะรับแทน ไม่ได้ คนอื่นเป็นแต่ผู้ช่วยเมตตาแนะนำและตักเตือนให้เขาเว้นจากความชั่ว

เมื่อเขาไม่ได้ทำกรรมชั่ว เขาก็ไม่เดือดร้อน เมื่อเขาไม่ทำกรรมชั่วและไม่เดือดร้อนแล้ว ใจของเขาก็สบาย เป็นอุเบกขา เป็นความดีของเขาที่ทำตามคำสอนของเรา

คราวนี้เมื่อเราสอนเขาแล้ว เขาไม่ทำตามคำสอนของเรา จนกระทั่งเขาทำความผิด ได้รับโทษนานาประการ เราก็ พิจารณาเช่นนั้นเหมือนกันว่า น้ำขี้โคลนมองไม่เห็นตัวปลาฉันใด คนที่ทำกรรมกิเลสมากไม่มีปัญญา

ใครจะตักเตือนชี้ เหตุผลให้ฟังสักเท่าใด ๆ ก็ย่อมรู้ตามไม่ได้ เอาแต่ใจของตัวถ่ายเดียว เมื่อพิจารณาอย่างนี้แล้วใจก็วางเฉยได้ .. "

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


บางส่วนจาก พระธรรมคำสอน หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=50848

18.12.16

ถ้าผู้มาพิจารณาเห็นกายก้อนนี้เป็นสักแต่ว่าธาตุ ๔ แล้ว จะไม่หลงเข้าไปยึดเอาก้อนธาตุมาเป็นอัตตาเลย

BY Somchatchai IN No comments


..ถ้าผู้มาพิจารณาเห็นกายก้อนนี้เป็นสักแต่ว่าธาตุ ๔ แล้ว จะไม่หลงเข้าไปยึดเอาก้อนธาตุมาเป็นอัตตาเลย อันเป็นเหตุให้เกิดกิเลสหยาบช้าฆ่าฟันกันล้มตายอยู่ทุกวันนี้ ก็เนื่องจากความหลงเข้าไปยึดก้อนธาตุว่าเป็นอัตตาอย่างเดียว

ผู้ใคร่ในธรรมข้อนี้จะทดลองพิจารณาให้เห็นประจักษ์ด้วยตนเองอย่างนี้ก็ได้ คือพึงทำใจให้สงบเฉยๆอยู่ อย่าได้นึกอะไรแลสมมติว่าอะไรทั้งหมด แม้แต่ตัวของเราก็อย่านึกว่านี่คือเราหรือคน

แล้วเพ่งเข้ามาดูตัวของเราพร้อมกันนั้นก็ให้มีสติทำความรู้สึกอยู่ทุกขณะว่า เวลานี้เราเพ่งวัตถุสิ่งหนึ่ง แต่ไม่มีชื่อว่าอะไร

เมื่อเราทำอย่างนี้ได้แล้ว จะเพ่งดูสิ่งอื่นคนอื่นหรือถ้าจะให้ดีแล้วเพ่งเข้าไปในสังคมหมู่ชนมากๆ ในขณะนั้นอาจทำให้เกิดความรู้สึกอะไรขึ้นมาในใจแปลกๆ และเป็นสิ่งน่าขบขันมาก อย่างน้อยหากท่านมีเรื่องอะไรหนักหน่วงและยุ่งเหยิงอยู่ภายในใจของท่านอยู่แล้ว เรื่องทั้งหมดนั้นหากจะไม่หายหมดสิ้นไปทีเดียว ก็จะเบาบางแลรู้สึกโล่งใจของท่านขึ้นมาบ้างอย่างน่าประหลาดทีเดียว

หากท่านทดลองดูแล้วไม่ได้ผลตามที่แสดงมาแล้วนี้ ก็แสดงว่าท่านยังทำใจให้สงบไม่ได้มาตรฐานพอจะให้ธรรมเกิดขึ้นมาได้ ฉะนั้นจึงขอให้ท่านพยายามทำใหม่จนได้ผลดังแสดงมาแล้ว แล้วท่านจะเกิดความเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า เป็นคำสอนที่นำผู้ปฏิบัติให้ถึงความสันติได้แท้จริง ฯ..

ธาตุ - ขันธ์ - อายตนะ สัมพันธ์
พระธรรมเทศนาหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

14.12.16

คนเรานั่น ไม่ใช่คนดอก ที่แท้จริงเป็นกองธาตุต่างหาก ถ้าจะ อุปมาอุปมัยคนเราเหมือนกับ ก้อนดินก้อนหนึ่ง กลิ้งไปบนพื้นแผ่นดินนี่แหละ ไปแทบทุกแห่งหน

BY Somchatchai IN No comments

..คนเรานั่น ไม่ใช่คนดอก ที่แท้จริงเป็นกองธาตุต่างหาก ถ้าจะ อุปมาอุปมัยคนเราเหมือนกับ ก้อนดินก้อนหนึ่ง กลิ้งไปบนพื้นแผ่นดินนี่แหละ ไปแทบทุกแห่งหน ก้อนดินไม่ใช่อะไรหรอก คนเรานี้ ต่างหาก ก้อนดินทั้งก้อน ถ้าเห็นเป็นก้อนดินแล้ว คนเราจะไม่เกิดทิฐิมานะ

จะไม่ถือเนื้อถือตัวว่าตน เป็นใหญ่เป็นโต หรือว่าตนเป็นน้อยเป็นหนุ่ม หรืออาจจะเป็นเด็ก เป็นเล็ก เป็นสาวอะไรต่าง ๆ ไม่ถือทั้ง นั้น ความหนุ่มไม่มี ความสาวไม่มี ใหญ่โตไม่มี เด็กเล็กไม่มี เสมอภาคกันหมด

พระพุทธเจ้าท่านสอน ให้เราพิจารณาอย่างนั้น จึงจะเห็นตามเป็นจริง ถ้าไม่เห็นอย่างนั้น ยังถือตัวถือตนอยู่ ถือเขาถือเราอยู่ ความโกรธ ความเกลียด ความรัก ความชัง เกิดขึ้นมา มันตัวเกลียด ตัวโกรธ ตัวชังนั่นแหละ ที่ตัวใจ มันเข้าไปถือ มันไม่เห็นตามเป็นจริง

ถ้าเห็นตามเป็นจริงแล้ว จะไม่มีถือตัวถือตนกันเลย นั่นแหละ เป็นธรรม ถือทิฐิมานะ ถือเขาถือเรา อหังการ มมังการ ไม่เป็นธรรมเลย ธรรมแท้ต้องเห็นเป็นสักแต่ ว่าธาตุ ดังได้อธิบายมาแล้วข้างต้น ท่านว่า อาหารการกินก็ดี ผ้าผ่อนเครื่องนุ่งห่มก็ดี ที่อยู่ที่นอน ที่อาศัยก็ดี หยูกยาเภสัชต่าง ๆ ก็ดี ปัจจัยทั้งสี่นี้ เป็นเพียงสักแต่ว่าธาตุ ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลตัวตน เราเขา สูญโญ เป็นของว่างเปล่า มันก็ว่างนะซี ไม่มีตนมีตัว ไม่ใช่ตน

มนุษย์เราอยู่ด้วยกันนี่ก็เหมือนกัน ถ้าพิจารณาเห็นเป็นสักแต่ว่าธาตุ คือว่างจากตัวตนเสีย มันก็สบาย อยู่กันด้วยความสุข สงบ ไม่อิจฉา ริษยา ไม่เบียดสีซึ่งกันและกัน ธาตุมันจะเบียดสีอะไรกัน ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีฆ่ามีแกงกัน ไม่มีทุบตีต่อยกัน ไม่เห็นมีอะไร ไม่เห็นเจ็บเห็นปวด มันจะแตกจะดับ มันก็แปรสภาพสลายไปเป็น ดิน น้ำ ไฟ ลม อย่างเดิม เมื่อจะเกิดอีก ก็เอา ดิน น้ำ ไฟ ลม ของเก่า นั้นมาเกิดอีก..

บางส่วนจาก ธาตุสี่
พระธรรมเทศนา พระราชนิโรธรังสี คัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp_thes/lp-thes_15.htm