Showing posts with label พระพรหมคุณาภรณ์. Show all posts
Showing posts with label พระพรหมคุณาภรณ์. Show all posts

2.8.18

ภูมิแปลว่าชั้น แปลว่าระดับ ของจิตของใจ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพแปลว่าที่เกิดที่ตั้ง ของจิตของใจ ใจอยู่ในภูมิไหนก็ไปเกิดอยู่ในภพนั้น มันมีอยู่ทั้งหมด 31 ภพ 31 ภูมิ อันนี้ ถ้าผู้ที่ 31 ภพ 31 ภูมิ หนิมันเฉพาะผู้ที่อุปาทานเอาขันธ์ 5 ติดอยู่ในขันธ์ 5

BY Somchatchai IN , No comments

ภพ-ภูมิ

หลวงตาศิริ อินฺทสิริ ..ภูมิแปลว่าชั้น แปลว่าระดับ ของจิตของใจ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ภพแปลว่าที่เกิดที่ตั้ง ของจิตของใจ ใจอยู่ในภูมิไหนก็ไปเกิดอยู่ในภพนั้น มันมีอยู่ทั้งหมด 31 ภพ 31 ภูมิ

อันนี้ ถ้าผู้ที่ 31 ภพ 31 ภูมิ หนิมันเฉพาะผู้ที่อุปาทานเอาขันธ์ 5 ติดอยู่ในขันธ์ 5..

บางส่วนจาก พระธรรมเทศนา หลวงตาศิริ อินฺทสิริ วัดถ้ำผาแดงผานิมิต ๐๑.ความสำคัญของการสร้างบุญกุศล
https://youtu.be/E-r-w05Cty8?t=6m58s (6:58 - 7:31)

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ..“ภูมิ” นี้มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “ภพ” ซึ่งบางทีก็พูดควบคู่ไปด้วยกัน แต่ที่แท้นั้น ภูมิหมายถึงระดับของจิตใจ ส่วนภพหมายถึงภาวะชีวิตของสัตว์ หรือโลกที่อยู่ของสัตว์

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์, พิมพ์ครั้งที่ 24 (กรุงเทพมหานคร : ผลิธัมม์, 2558), หน้า 292.

4.11.16

ถ้าใครยังไม่เห็น พุทธ ธรรม สงฆ์ ภายใน ไม่เห็นจิตเดิมแท้ เกิดมา เป็นโมฆะบุรุษ โมฆะสตรี ทำไมถึงว่าอย่างงั้น พอเราจะตาย เราก็ไม่มีสรณะ ไม่มีที่พึ่งอะไร จึงเรียกว่าไม่มีประโยชน์เกิดมาตายก็ไม่มีสรณะที่พึ่ง

BY Somchatchai IN , No comments

โมฆะบุรุษ โมฆะสตรี ..ความหมายของ โมฆบุรุษ  บุรุษเปล่า, คนเปล่า, คนที่ใช้การไม่ได้, คนโง่เขลา, คนที่พลาดจากประโยชน์อันพึงได้พึงถึง (ที่มา พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต))

พระธรรมเทศนา หลวงตาศิริ เกี่ยวกับ โมฆะบุรุษ โมฆะสตรี..

..ถ้าใครยังไม่เห็น พุทธ ธรรม สงฆ์ ภายใน ไม่เห็นจิตเดิมแท้ เกิดมา เป็นโมฆะบุรุษ โมฆะสตรี ทำไมถึงว่าอย่างงั้น พอเราจะตาย เราก็ไม่มีสรณะ ไม่มีที่พึ่งอะไร จึงเรียกว่าไม่มีประโยชน์เกิดมาตายก็ไม่มีสรณะที่พึ่ง

ผู้ใดไปเห็น พุทธ ธรรม สงฆ์ ภายใน ก็มีสรณะที่พึ่ง ตายไปแล้ว ก็รู้ว่าธาตุ 4 ขันธ์ 5 มันเป็นธรรมชาติเฉยๆ ไม่มีเจ้าของตัวตนสัตว์บุคคลอะไร มันแตกสลายมลายสูญไป เป็นธรรมดา เพราะมันไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เราก็เอาจิตเราไปอยู่กับ อมตจิต อมตธาตุ อมตธรรม ธรรมที่ตายไม่เป็น อย่างน้อยก็ไปจุติบนสวรรค์ ถ้ามันฉลาดปล่อยทิ้งได้จริงๆ เอาจิตไปอยู่กับอารมณ์สูญญตาได้ เราก็เข้าพระนิพพานไปเลย ไม่กลับมาเกิดอีก เพราะว่าอารมณ์คือภพของจิต..

บางส่วนจาก อารมณ์พระนิพพาน
พระธรรมเทศนาหลวงตาศิริ อินฺทสิริ วัดถ้ำผาแดงผานิมิต
 https://www.youtube.com/watch?v=Ao_fKOGZaOM
(11:41 - 12:52)

9.2.16

ลัทธิกรรมเก่า ..ลัทธินิครนถ์นี้ถือว่า อะไรๆ ก็เป็นเพราะกรรมที่ทำไว้ในชาติก่อน เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำให้สิ้นกรรมโดยไม่ทำกรรมใหม่ และ เผากรรมเก่าให้หมดสิ้นไปด้วยการบำเพ็ญตบะ

BY Somchatchai IN , No comments

ลัทธิกรรมเก่า ..ลัทธินิครนถ์นี้ถือว่า อะไรๆ ก็เป็นเพราะกรรมที่ทำไว้ในชาติก่อน เพราะฉะนั้นเราจะต้องทำให้สิ้นกรรมโดยไม่ทำกรรมใหม่ และ เผากรรมเก่าให้หมดสิ้นไปด้วยการบำเพ็ญตบะ ลัทธินี้ต้องแยกให้ดีจากพุทธศาสนา..
..ลัทธิที่ ๑ ถือว่า บุคคลจะได้สุขก็ดี จะได้ทุกข์ก็ดี มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ดี ล้วนเป็นเพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อนทั้งสิ้น (ฟังให้ดีระวังนะ จะสับสนกับพระพุทธศาสนา) ลัทธินี้เรียกว่า บุพเพกตวาท..
..โดยเฉพาะลัทธิที่ ๑ นั้น ถือว่าอะไรๆ ก็แล้วแต่กรรมปางก่อน มันจะเป็นอย่างไรก็สุดแต่กร รมเก่า เราจะทำ อะไรก็ไม่มีประโยชน์ กรรมปางก่อนมันกำหนดไว้หมดแล้ว แล้วเราจะไปทำ อะไรได้ ก็ต้องปล่อย คอยรอ แล้วแต่มันจะเป็นไป พระพุทธเจ้าตรัสว่า ลัทธินี้เป็นลัทธิของพวกนิครนถ์ หัวหน้าชื่อว่านิครนถนาฏบุตร
ให้ไปดูพระไตรปิฎก เล่ม ๑๔ พระสูตรแรก เทวทหสูตร ตรัสเรื่องนี้โดยเฉพาะก่อนเลย ส่วนในอังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ตรัสเรื่องนี้ไว้รวมกัน ๓ ลัทธิ แต่ในเทวทหสูตร พระไตรปิฎกเล่ม ๑๔ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ตรัสเฉพาะเรื่องลัทธิที่ ๑ ไม่ตรัสลัทธิอื่นด้วย..
..๑. บุพเพกตวาท ถือว่าอะไรๆ ก็เป็นเพราะกรรมที่ทำไว้ปางก่อน
๒. อิศวรนิรมิตวาท ถือว่าจะเป็นอะไรๆ ก็เพราะเทพผู้ยิ่งใหญ่บันดาล หรือพระผู้เป็นเจ้าบันดาล
๓. อเหตุวาท ถือว่าสิ่งทั้งหลายอะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีเหตุปัจจัย แล้วแต่จะบังเอิญเป็นไป คือลัทธิโชคชะตา
สามลัทธินี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นลัทธิที่ผิด..

http://www.watnyanaves.net/uploads/File/books/pdf/karma_principles_for_modern_people.pdf

บางส่วนจาก หลักกรรมสำหรับคนสมัยใหม่ หน้า หน้า 14-16
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

..พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์ พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า
ปุริสบุคคลนี้ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ดี ข้อนั้นทั้งหมดเป็นเพราะเหตุแห่งกรรมที่ตนทำไว้ในก่อน ทั้งนี้ เพราะหมดกรรมเก่าด้วยตบะ ไม่ทำกรรมใหม่จักมีความไม่ถูกบังคับต่อไป เพราะไม่ ถูกบังคับต่อไป
จักมีความสิ้นกรรม เพราะสิ้นกรรม จักมีความสิ้นทุกข์ เพราะสิ้น ทุกข์ จักมีความสิ้นเวทนา เพราะสิ้นเวทนา ทุกข์ทั้งปวงจักเป็นของอันปุริสบุคคลนั้นสลัดได้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลายพวกนิครนถ์มักมีวาทะอย่างนี้ ฯ..

http://etipitaka.com/read/thai/14/1/ พระไตรปิฎก ไทย (ฉบับหลวง) เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๑