..อัปปมัญญาวิหารธรรม เป็นเครื่องอยู่ของท่านที่ได้รูปฌานแล้ว
ผู้พิจารณาเห็นมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายทั่วไปเป็นอันเดียวกัน
เกิดจากธาตุทั้งสี่ มีดิน น้ำ ไฟ ลม เสมอภาคกัน เกลียดทุกข์
ปรารถนาอยากจะได้ความสุขเหมือนกัน จิตวางเสมอภาคไม่มีต่ำไม่มีสูง
เสมอกันหมด
ถึงแม้คนและสัตว์นั้น ๆ จะมาทำให้โกรธ
เป็นต้นว่าบรรดาที่จะมาทำร้าย
ท่านก็เห็นเป็นแต่สิ่งอันหนึ่งมาทำร้ายสิ่งอันหนึ่งเท่านั้น
เหมือนกับแก้วกระทบกัน
จิตใจเป็นผู้ดูอยู่หาได้มีความโกรธไม่ มิหนำซ้ำยังให้เกิดความเมตตาแก่มนุษย์ และสัตว์เหล่า
นั้นเป็นอันมาก ด้วยเหตุที่เขาเหล่านั้นยังมีกิเลสหนาแน่น
มิได้รู้ผิดรู้ถูกชั่วดีจึงทำอย่างนั้น ฉะนั้น
อัปปมัญญาต้องเกิดจากจิตที่เป็นรูปฌาน
รูปฌาน คือปรารภรูปเป็นอารมณ์ จนจิตแน่วแน่อยู่กับรูปนั้น
จนเห็นรูปภายในคือตัวของตน และรูปภายนอกคือ ตัวคนอื่นและสัตว์อื่น
เป็นสภาพอันเดียวกันในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ จึงเกิดอุเบกขา
จิตที่วางเฉยแบบนี้ ท่าน เรียกว่าอัปปมัญญา ท่านไม่ได้เรียกว่าพรหมวิหาร
เพราะจิตเสมอภาคกันไปหมด ส่วนพรหมวิหารนั้น มีเมตตา กรุณา มุทิตา
แล้วจึงลงอุเบกขา..
http://www.watpanonvivek.com/index.php?option=com_content&view=article&id=2920%3A2011-01-03-09-11-05&catid=39%3A2010-03-02-03-51-18
บางส่วนจาก อัปปมัญญา ๔
พระธรรมเทศนา หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
วันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๒๒
4.1.16
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
0 comments:
Post a Comment