9.2.17

คน ไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักอารมณ์ ไม่รู้จักสมมติ หลงโลก หลงอารมณ์ หลงสมมติ พากันมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ จึงมาแบกเอาโลก แบกเอาอารมณ์ แบกเอาสมมติ แบกเอาของไม่มี หลงว่ามันมีนี่ล่ะ จึงมาแบกเอา

BY Somchatchai IN No comments

ถ้าไม่รู้จักโลก ก็ดับโลกไม่ได้หรอก ..หลวงตาศิริ //

..คน ไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักอารมณ์ ไม่รู้จักสมมติ หลงโลก หลงอารมณ์ หลงสมมติ พากันมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ จึงมาแบกเอาโลก แบกเอาอารมณ์ แบกเอาสมมติ แบกเอาของไม่มี หลงว่ามันมีนี่ล่ะ จึงมาแบกเอา..

..ที่วางไม่ได้ ก็เขาไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักอารมณ์ จึงวางไม่เป็น คิดว่ามันมีอยู่  ทีนี้โลกก็แบ่งออกเป็น 2 อย่าง คำว่าโลก โลก หนิ แบ่งออกเป็น 2 อย่าง อันหนึ่งเรียกว่าโอกาสโลก อันที่สองก็เรียกว่าสัตว์โลก

โอกาสโลกก็คือ ดินน้ำลมไฟอากาศ สัตว์โลกก็คือวิญญาณ วิญญาณคือสัตว์โลก นี่แหละโลก สัตว์โลก ก็มาอาศัยอยู่ในโอกาสโลก โอกาสโลกก็เป็นที่อยู่ที่อาศัยของสัตว์โลกนี่ล่ะ

โลกภายนอกก็คือนอกตัวเราออกไป โลกภายในก็คือตัวของเรานี่แหละ..

..ต่อไปก็ลิ้น อันที่ 4 ลิ้นก็คือโลกภายใน สัตว์โลกภายในคือตัวของเราหนิ อาหารคือโลกภายนอก ต้องเข้าใจอย่างนี้ จะดับโลกน่ะ ถ้าไม่รู้จักโลก ก็ดับโลกไม่ได้หรอก

ลิ้นคือโลกภายในคือตัวของเรา อาหารคือโลกภายนอก ถ้าอาหารเป็นผักเป็นอะไรเป็นผลไม้เป็นอะไร ก็เรียกว่าโอกาสโลก ถ้าเป็นปลาเป็นกบเป็นเขียดเป็นวัวเป็นควาย เนื้อวัวเนื้อควายเนื้อหมูเนื้อเป็ดเนื้อไก่ ก็เป็นสัตว์โลก อาหารที่เกิดจากโอกาสโลก ที่เกิดจากสัตว์โลก โลกภายนอกหนิ

อันนี้คือโลกภายนอก ไปกระทบกับลิ้นของเราคือโลกภายใน เกิดความรู้สึกนึกคิดขึ้น ว่ามันอร่อยหรือไม่อร่อย ว่ามันเป็นอย่างงั้นอย่างงี้ เราก็จะเกิดอุปาทานเอานี่ล่ะ แบกเอาโลก ยึดเอา ถือเอา

ที่มันเกิดแล้วก็ดับหนิ มันกระทบกันแล้ว เกิดแล้วก็ดับ กลืนลงไปลำคอ แล้วก็ดับเท่านั้น เรียกว่าโลกเกิดกับดับพร้อมกัน ท่านยกใส่ทุกข์นี่ล่ะคือทุกข์ ทุกข์อริยสัจจริง เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ ไม่มีอะไร อยู่ในอริยสัจ 4 รู้ว่ารสอันนั้นเป็นอันนี้ รสอันนี้เป็นอันนั้น ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนอยู่ใน อาหารนั้นในรสนั้น ลิ้นของเราก็ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

รู้แจ้งแทงตลอดในขันธ์ 5 ในพระธรรมคำสอน นี่แหละคำสอนของพระพุทธเจ้า ถ้ามันเกิดขึ้นก็เรียกว่าทุกข์ มันเกิดเองดับเองของมัน กลืนลงไปลำคอแล้วก็ดับ เกิดกับดับพร้อมกัน ถ้าไปกำหนัดขัดเคืองไปยึดไปถือเอา จึงกำหนัดขัดเคืองก็เรียกว่าสมุทัย

เหตุเกิดแห่งทุกข์ เท่านี้ ไม่มีอะไรนะ เหตุเกิดแห่งทุกข์ ถ้ารู้เท่าเอาทันว่าโลกภายนอก อาหารพวกนั้น เขาทำมาบำรุงธาตุ บำรุงขันธ์ ให้อยู่ได้ เฉยๆ เอาไปเลี้ยง เอาดินไปเลี้ยงกัน เอาน้ำไปหล่อเลี้ยงเอาไว้ ลมไฟยังอยู่ได้ บำรุงธาตุบำรุงขันธ์ เอาไว้ พอให้อยู่ได้เฉยๆ ไม่มีตัวตนสัตว์บุคคลอยู่ในนั่น ก็เรียกว่านิโรธเท่านั้น ดับทุกข์ได้

มันเกิดดับนั่นล่ะ รสอาหารไปกระทบลิ้นแล้วก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ก็เรียกว่าทุกข์ ถ้าไปกำหนัดขัดเคืองในอาหารนั้น ไปอุปาทานไปยึดไปถือเอา ก็คือสมุทัยเหตุเกิดแห่งทุกข์

ถ้ามารู้เท่าอาหารสักแต่ว่าอาหาร ไม่มีสัตว์บุคคลอยู่ในนั่น ตัวตนอยู่ในนั่น ลิ้นของเรา คือโลกภายในก็ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา มันกระทบกันเกิดขึ้นแล้วก็ดับ ก็เรียกว่านิโรธดับทุกข์ได้ ปัญญาที่มารู้เท่าอันนี้ก็เรียกว่ามรรค มีองค์8..

..มันก็มาติดอยู่แค่นี้แหละ ไปไหนไม่ได้ ติดอยู่ในโลก ติดอยู่ในอารมณ์ ติดอยู่ในสมมติ เขาสมมติว่าคนว่าสัตว์ว่าตัวว่าตนว่าเราว่าเขา ก็ไปหลงว่าเราว่าเขาจริงๆ จึงไปติดอยู่ในสมมติ จึงเรียกว่าไปแบกเอาโลก แบกเอาอารมณ์ แบกเอาสมมติ หรือไปอุปาทานเอา ก็คือเหตุเกิดแห่งทุกข์ คือสมุทัย

ถ้ามันเห็นเกิด มันกระทบกันแล้ว โลกภายนอกภายในกระทบกันแล้ว เกิดขึ้น แล้วก็ดับ เรียกว่าทุกขสัจ ถ้าไปกำหนัดขัดเคือง ในหญิงในชายในสัตว์ในโลกในอารมณ์หนิ ก็เรียกว่าสมุทัย เกิดกามตัณหาขึ้นมา นี่ล่ะตัณหามันจะเกิดขึ้นมาความรักความชังเกิดขึ้นมา เรียกว่าตัณหา กามตัณหามันเกิดหนิเรียกว่าสมุทัย

เมื่อดับตัณหาละตัณหารู้ว่าสัตว์โลกภายใน ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนอยู่ในนั่น มันกระทบกัน เกิดแล้วก็ดับ เป็นจริงของมันอยู่อย่างนี้ ก็ละ ไม่กำหนัดขัดเคืองในโลกในอารมณ์ก็คือละสมุทัย สมุทัยเป็นสิ่งที่ควรละหนิ..

บางส่วนจาก โลก
พระธรรมคำสอน หลวงตาศิริ อินฺทสิริ
https://www.youtube.com/watch?v=X18OTOYeS2k
(0:05 - 0:29, 1:10 - 1:56, 12:05 - 15:51, 17:10 - 18:38)

0 comments:

Post a Comment